แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -Reviews- แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -Reviews- แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

หลังจากสอบเสร็จผมแวะเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งเพื่อจะหาหนังสือหรือนิตยสารอ่านคลายเครียดซะหน่อย แต่แล้วผมก็ไปพบเข้ากับปกหนังสือเล่มหนี่ง ที่มีคุณป้า(หรือยาย) ซูซาน บอยล์ ขึ้นหราอยู่เต็มปก ไม่รู้ผมโดนป้าแกสะกดจิตหรืออย่างไร? จนทำให้ผมอยากรู้ว่าหนังสือ "สู้ สู้ ซูซาน บอยล์" มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร? คนเขียนต้องการสื่อสารอะไร?? และทำไมถึงมีหนังสือเกี่ยวกับป้าแกวางขายในประเทศไทย???

จนทำให้ผมไปค้นหาข้อมูล และได้มาดังนี้


เนื้อหาโดยสังเขป
พบกับ เรื่องราวมหัศจรรย์ของผู้หญิงสุดเฉิ่มที่โด่งดังทั่วโลก ภายในเวลา 5 วัน หญิงโสดวัยกลางคนชาวสกอตต์ซึ่งกำลังตกงาน สู่การเป็นจุดสนใจจากทั่วโลก ด้วยเสียงร้อยสะกดตราตรึง และอำนาจของอินเตอร์เนต "ซูซาน บอยล์" หญิงอายุ 48 ปี ผู้ไม่เคยแต่งงานและไม่เคยจูบกับผู้ชายมาก่อน ปรากฏกายบนเวที Britain's Got Talent เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 ถ้าพิจารณาจากภาพลักษณ์เฉิ่มๆ เชยๆ ของเธอในวันนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อกล้องจับภาพกรรมการและผู้ชมแสดงท่าทางเย้นหยันออกนอก หน้า ก่อนที่ซูซานจะเริ่มร้องเพลง I Dreamed a Dream จากละครเวทีสุดคลาสสิค 'Les Mise'rables' เสียงร้องทรงพลังของเธอสะกดใจให้ผู้ชมนิ่งตะลึงอยู่ตรงนั้น และพลันเมื่อการแสดงดังกล่าวจบลง มีการปรบมือให้เกียรติเธอนานนับนาที

คลิปวีดีโอการแสดงในวันประกวดของเธอ ถูกโพสต์ลงเว็บไซต์ชื่อดัง "ยูทูบ" ทุบสถิติ อันตราฮิตเรต หรือจำนวนผู้เข้าชมทะลุ 100 ล้านครั้งในเวลาไม่กี่วัน "ซูซาน บอยล์" เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับทุกๆ คนที่มีความฝัน "อีแลง เพจ" ซูเปอร์สตาร์ นักแสดงละครเวที นักร้องอังกฤษรุ่นลายคราม กล่าวไว้เช่นนั้น

แม้ว่าท้ายที่สุดเธอจะไปไม่ถึงฝั่งฝันโดยทำได้แต่รองแชมป์ เพระพ่ายแพ้ให้นักเต้นต่างวัน "ไดเวอร์ซิตี้" แต่การชิงชัยในรายการ Britain's Got Talent เป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนเวทีชีวิตเท่านั้น เธอยังคงต้องต่อสู้บนเส้นทางนักร้องอาชีพ ล่าสุดประเมินกันว่า "ไซมอน คาวเวลล์" อาจจับเธอเซ็นสัญญา และจะทำให้เธอมีรายได้ถึง 8 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว

ผู้เขียน: ประกายกาญจน์ ปุษยวงศ์
ราคา 210.00 บาท

ผมไม่ได้อคติหรือไม่เห็นด้วยหรอกนะครับที่มีคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับ คุณซูซาน บอยล์ ออกมาขาย แต่ งง ที่ว่าคนไทยสนใจป้าแกถึงเพียงนี้เลยหรือ? ใครรู้ตอบผมทีนะ :)

?

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552


สำหรับอัลบั้ม "This Is War" อย่างแรกที่ต้องขอยอมรับแบบหมดใจเลยคือผมแทบจะนับวันรอที่จะได้ฟังอัลบั้ม This Is War ด้วยจิตใจจดจ่อ เนื่องด้วยเอฟเฟคจากพิมพ์เขียวอัลบั้มร็อคยุคนี้อย่าง "A Beautiful Lie (2005)" ได้ก่อเอาไว้แบบรุนแรงและยาวนาน ส่งให้คณะ 30 Seconds To Mars ต้องทำการทัวร์กันยาวเหยียดแบบไม่มีวันจบวันสิ้นพร้อมกันนั้นยังปล่อยซิงเกิลออกมาถล่มคลื่นวิทยุเป็นว่าเล่น นับจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 4 ปี พอดิบพอดีสำหรับการรอคอย

ส่วนข้อที่สองคือ อัลบั้ม "This Is War" จะเป็นข้อพิสูจน์อย่างแท้จริงว่า Jared Leto และชาวคณะไม่ได้ฟลุ๊คหรือบังเอิญในความสำเร็จจากอัลบั้ม "A Beautiful Lie" ที่ได้ทั้งเงินและกล่องแถมตอกหน้านักวิจารณ์ซะจมดิน โทษฐานที่เคยแดกดันว่า Jared Leto ไม่มีทางเอาดีได้ในฐานะนักดนตรี หลังจากเปิดตัวอัลบั้มแรกชื่อเดียวกับวง "30 Seconds To Mars (2002)" (ทั้งที่จะว่าไปแล้วเพลง "Oblivion" นั้นเจ๋งจะตายห่า)

กลับมาที่อัลบั้ม "This Is War" ที่ตอนนี้ใครหลายคนคงลืม Jared Leto ในคราบดาราฮอลลิวู๊ดไปซะหมดสิ้น เพราะนี่คือ 30 Seconds To Mars ในแบบที่เป็น 30 Seconds To Mars จริงๆ ที่สำคัญพวกเขาไม่ได้พาอัลบั้ม "This Is War" เดินไปในทิศทางเดียวกับ "A Beautiful Lie" ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่พวกเขาเลือกที่จะหยิบเอาเพียงแค่จุดเด่นของความเป็นดราม่าในเพลงเก่าๆ อย่าง "From Yesterday" และ "The Kill" มาใช้อย่างชาญฉลาด (จับไม่ได้ว่ามันซำกับของเก่า) ซึ่งเพลงอิเล็คโทรนิคเนิบๆ อย่าง "Hurricane" นั้นก็เต็มไปด้วยความดรามาอย่างที่เกริ่นไว้ ส่วนไตเติลแทร็คอย่าง "This Is War" ไลน์กีตาร์และท่อนคอรัสในเพลงนี้จะพาคุณพุ่งทะยานขึ้นไปสัมผัสชั้นบรรยากาศเหนือพื้นโลกก่อนจะนำคุณแลนดิ้งลงจอดบนพื้นผิวโลกในแบบสโลว์โมชั่นในช่วงท้ายเพลง ก่อนจะมาเบรคอารมณ์ให้นิ่งซักพักด้วยอคูสติคแทร็คเนื้อหาสั้นๆ แต่เข้าใจยากใน "100 Suns" จากนั้นมาลุยกันต่อกับ "Closer To The Edge" และ "Vox Populi" (ภาษาละตินที่ถอดความออกมาได้ว่า เสียงประชาชน) ทั้งสองแทร็คมาพร้อมกับธีมที่ใกล้เคียงกันคือ ความสับสนในตัวเองกับการปลดเปลื้องพันธนาการทั้งหลายแหล่ ซึ่งที่จะว่าไปแล้วมันก็คือธีมโดยรวมของทั้งอัลบั้มนั่นเอง

อัลบั้ม "This Is War" นั้นมีอยู่ 12 แทร็คก็จริงอยู่ แต่สำหรับผมรู้สึกว่าอัลบั้มนั้นจบลงไปตั้งแต่แทร็คที่ 11 "Stranger In A Strange Land" ซึ่งเพลงนี้มีเสียงซินธ์ล่องลอยตลบอบอวลควบคู่ไปกับบีทที่เร่งเร้า ก่อนจะไปนิ่งจริงๆ กับเพลงบรรเลง L490 ที่สร้างสรรค์โดย Shannon Leto ที่โคตรหลอนกับช่วง 1 นาทีสุดท้าย

ทีนี้มาปิดท้ายกันด้วยข้อเสียที่ผมพยายามยัดเยียดให้กับอัลบั้มนี้กันบ้าง ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือทุกเพลงติดหูง่ายเกินไป ซึ่งการกระหนำฟังแบบไม่มีพัก อาจจะทำให้อัลบั้ม "This Is War" นั้นฟังตัวอยู่ในหน่วยความจำของ iPod หรือเครื่องเล่น mp3 ทุกยี่ห้อได้ไม่นานเท่าที่ควรจะเป็น ด้วยอาการเลี่ยนและเอียนแบบเข้าขั้น


รายชื่อเพลง
------------

1. Escape 2:23
2. Night Of The Hunter 5:40
3. Kings And Queens 5:47
4. This Is War 5:27
5. 100 Suns 1:58
6. Hurricane (ft. Kanye West) 6:12
7. Closer To The Edge 4:33
8. Vox Populi 5:42
9. Search And Destroy 5:38
10.Alibi 5:59
11.Stranger In A Strange Land 6:54
12.L490 4:26

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
---------------
http://www.myspace.com/thirtysecondstomars

ถ้าพูดถึงค่ายเพลงยี่ห้อ "หมาดุ" ที่ชื่อ Victory Records แล้วหละก็ ไม่มีทางที่คุณจะนึกถึงอะไรอย่างอคูสติกกีตาร์หรือหรือนักร้องคู่ชายหญิงแน่นอน แต่เจ้าสิ่งที่นึกไม่ถึงทั้งหมดนี้ ดันมีให้ได้ยินได้ฟังในงานอัลบั้มใหม่ชุดที่ 3 ของวง 1997

โดยในงานชุดใหม่นี้งานพวกเขานำเสนอดนตรีอัลเทอร์เนทีฟคันทรี่ผสมบลูกลาสแบบทันกระแส เห็นได้ชัดเจนจากสิ่งที่ Kevin Thomas นักร้องนำและ Arthi Meera แสดงออกมาทั้งทางเสียงร้องและการรับส่งซึ่งกันและกัน นี่มัน Johnny Cash กับ June Carter ชัดๆ ถ้าจะเอาที่ทันสมัยหน่อยให้นึกถึงวง Silversun Pickups

ถึงแม้ว่าซาวน์ดในอัลบั้ม Notes From Underground จะแปลกและแหวกแนวไปจากเพื่อนร่วมค่ายซักแค่ไหนก็ตาม แต่งานของวง 1997 นั้นยังคงมีกลิ่นพังค์ในแบบที่คุณสัมผัสได้ไม่ยาก อย่างเช่นเพลง Sympathy For The Living หรือเพลงที่ลงตัวมากๆ อย่าง Hold Yr Breath ที่วงร็อคจากชิคาโก้กลุ่มนี้ดูจะสนุกสนานเหลือเกินกับการค้นหาและทดลองซาวน์ดใหม่ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของ 1997 (ที่อาจจะทำให้แฟนเพลงประเภทป็อปจ๋าต้องผิดหวัง)



รายชื่อเพลง
-----------
01. #1 4:02
02. Hold Yr Breath 5:33
03. Sympathy For The Living 3:18
04. Falling Down 2:37
05. Wolf + Sheep 5:00
06. #2 2:57
07. A Fruitless Year 2:28
08. A Fearless Heart 3:38
09. Candel 4:55
10. Pagan Melodies 5:32
11. #3 5:02

ลิงค์เกี่ยวข้อง
----------------
http://www.myspace.com/nineteenninetyseven

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552



Fun. - Aim And Ignite (2009)

Fun. คือวงอินดี้ร็อค โปรเจคล่าสุดของ Nate Ruess อดีตฟร้อนท์แมนของ The Format ที่ยุบวงไปเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งซาวน์ดดนตรีของวง Fun. เท่าที่ได้ฟังในอัลบั้ม Aim And Ignite นั้นแทบไม่ได้ฉีกไปจากซาวน์ดที่เจ้าตัวเคยทำกับวงเก่าเลยแม้แต่นิดเดียว แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะนี่คือซาวน์ดอันเป็นเอกลักษณ์ของ Nate Ruess ที่ทำให้เขาแตกต่างจากศิลปินรุ่นใหม่คนอื่นๆ ด้วยการนำเอาเครื่องเป่านาๆ ชนิดและดนตรีแจงเกิลป็อปจากยุค 70 มายำรวมกับดนตรีอินดี้ร็อคในยุคปัจจุบัน

นอกจากนั้นการที่วง Fun. ได้กองหนุนอย่าง Jack Antonoff นักร้องนำมากความสามารถจาก Steel Train และ Andrew Dost อดีตสมาชิกของ Anathallo มาร่วมวงด้วย ทำให้ใครๆ ต่างก็จับตามองซูเปอร์กรุ๊ปวงนี้มากขึ้นเป็นพิเศษ

มาว่ากันที่อัลบั้ม Aim And Ignite ที่พวกเขามีซิงเกิลเปิดตัวอารมณ์ดีอย่าง All The Pretty Girls ที่ลงตัวทั้งทำนองและจังหวะไหลลื่นไปตลอดเพลง ส่วน At Least I'm Not As Sad (As I Used To Be) ก็เล่นคำได้อย่างสนุกสนาน ในท่อน "I'm not a prophet, but I'm hereto profit" แต่อีก 2 เพลงที่ทำให้ Fun.เป็นมากกว่าโคลนนิ่งของ The Format คือ เพลง Walking The Dog ที่ Nate Ruess แอบใส่ดนตรีดิสโก้ลงไปในเพลงด้วย ส่วนเพลงที่ชื่อ "Barlights" ก็ยังมีเสียงร้องหมู่แบบกอสเปลอีกต่างหาก

และถึงแม้ว่า Aim And Ignite จะไม่ใช่อัลบั้มที่ผมเลือกฟังบ่อยครั้งเหมือนงานของ The Format ก็ตาม แต่ทั้ง 3 ก็ทำให้ผมอึ้งได้ตลอดเวลาสำหรับวิธีการนำเสนอและเรียบเรียงดนตรีของพวกเขา

--------------------------

รายละเอียดอัลบั้ม:
---------------
Released: August 25, 2009
Recorded: 2008
Genre: Indie
Length: 42:15
Label: Nettwerk
Producer: Steven McDonald

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


ครั้งหนึง As Tall As Lions วงดนตรี 4 ชิ้น จากนิวยอร์คกลุ่มนี้ เคยถูกแฟนเพลงเหมารวมจัดเอาพวกเขาไปอยู่กลุ่มเดียวกับวงในแนวอีโมที่พวกเขาแชร์เวทีร่วมกันอยู่บ่อยๆ อันที่จริงถ้าว่ากันด้วยเรื่องของดนตรีเพียวๆ พวกเขาไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าอีโมแม้แต่นิด

ในเมื่ออิทธิพลทางดนตรีที่พวกเขาได้รับมานั้น มันเกินกว่าจะจินตนาการ ตั้งแต่ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อคจากยุค 90 ที่มีวง My Bloody Valentine เป็นแม่แบบ กลิ่นอายดนตรีแจ๊ซที่พวกเขารับมาจากตำนานที่ชื่อ Mile Davis เรื่อยมาจนถึงดนตรีโซล ซึ่งพวกเขาจัดการผสมผสานอิทธิพลดนตรีที่ว่านี้เข้าด้วยกัน ผลของมันคืออัลบั้มชื่อเดียวกับวง As Tall As Lions (2006)

ซึ่งในอัลบั้มปี 2006 ที่ว่านี้ยังบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าสมาชิกของวงทั้ง 4 นั้นให้ความสำคัญกับคำว่าอิสระทางดนตรีมากกว่าคำว่ายอดขายและชื่อเสียง(ซึ่งสมาชิกทั้ง 4 ของวงประกอบไปด้วย Dan Nigro (ร้องนำ, กีตาร์, เปียโน), Saen Fitzgerald (กีตาร์), Cliff Sarcona (กลอง), Julio Tavarez (เบส)

สำหรับอัลบั้มล่าสุด You Can't Take It With You คงพอจะทำให้แฟนเพลงที่เข้าใจผิดนั้นตาสว่างขึ้นมาได้บ้าง เมื่อหลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้ผสมผสานดนตรีของคนผิวสีกับดนตรีโปรเกรสซีฟร็อคเข้าด้วยกันอย่างเนียนสนิท (เนียนจนบางครั้งถึงกับฟังไปหลับไป) แต่ก็ใช่ว่าอัลบั้มที่ได้ Noah Shain มาโปรดิวซ์งานให้ จะมีแต่เพลงฟังยากชวนหลับเพียงอย่างเดียว เพราะเพลงอย่าง In Case of Rapture และ Is This Tomorrow? ยังพอจะทำให้อัลบั้มนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้บ้าง

ภาพรวมของอัลบั้ม You Can't Take It With You นั้นลดดีกรีความป็อปลงไปพอสมควร ซึ่งแฟนเพลงส่วนหนึ่งของพวกเขาคงผิดหวัง (คนเขียนก็ผิดหวัง) แต่ถ้ามองในแง่ดีก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เพราะมันถูกทดแทนด้วยซาวน์ดใหม่ๆ ที่เกิดจากการผสมผสานแนวดนตรีอย่างสุดขั้ว อย่างไรก็ตามอัลบั้มนี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการที่ดีของสิงโตฝูงนี้ว่าเติบโตขึ้นมากแค่ไหน

รายชื่อเพลง:
--------------
01. Circles ( 4:18)
02. Sixes & Sevens ( 2:51)
03. You Can't Take It With You ( 4:27)
04. Go Easy (See the Love) ( 4:49)
05. Duermete ( 8:18)
06. In Case of Rapture ( 5:02)
07. We's Been Watin' ( 3:41)
08. Is This Tomorrow? ( 3:54)
09. Sleepyhead ( 3:14)
10. The Narrows ( 4:24)
11. Lost My Mind ( 6:13)
12. Home Is Where You're Happy ( 1:54)
13. That's What You Get ( 2:39)
14. Sleepyhead (Acoustic Version) ( 3:14)

คุณจะชอบ ถ้าชอบ...
----------
Minus The Bear
Cursive
Machester Orchestra
MUTEMATH


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
----------------
Myspace
wikipedia
Amazon

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552


Atlas Sound คือไซด์โปรเจกต์ของ Bradford Cox นักร้องนำวง Deerhunter (เจ้าของอัลบั้มยอดเยี่ยมประจำปี 2007 อย่าง Cryptograms) ที่ทุกสรรพเสียงถูกกลั่นกรองออกมาจากห้วงอารมณ์อันซับซ้อนของตัวเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ในวัยเด็กที่ไม่สู้จะดีนัก ซึ่งถูกเปิดเผยผ่านเนื้อเพลงอย่างตรงไปตรงมา ส่วนประกอบที่เขาเลือกหยิบมาเป็นวัตถุดิบในการรังสรรค์งานชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น ไซคีเดลิค, แอมเบี้ยนต์ - ป๊อป, ชูเกเซอร์ถูกนำมาเจือจางเข้าด้วยกันจนแทบจะแยกไม่ออกว่า ท่ามกลางบรรยากาศลอยๆ หลอนๆที่เรากำลังได้สัมผัสอยู่นี้คือ ความทรงจำ ความจริง ความฝัน หรือจินตนาการ กันแน่!

แทรคเด่นๆคงต้องยกให้ Quarantined ที่ดีพอที่จะแทรกเข้าไปอยู่ในอัลบั้ม Kid Aได้อย่างไม่ขัดเขิน Cold As Ice ที่เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งสมชื่อ นี่คือซาวนด์ที่แม้แต่ Four Tet ยังต้องมองเหลียวหลังด้วยความอิจฉา ส่วน Scraping Past ก็เยี่ยมซะจนน่าขนลุก เพราะนี่คือดนตรีที่แม้แต่ Radiohead ก็ยังก้าวมาไม่ถึง

ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมนักวิจารณ์เมืองนอกถึงพากันยกให้งานชุดนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มยอดเยี่ยมประจำปี 2008

8.5/10 คะแนนจากคุณ Unborn Chicken

บทความจาก: Music Express ปีที่22 ฉบับที่ 274 กันยายน 2551

ทดลองฟังอัลบั้มนี้

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หากเอ่ยชื่อวง 1997 (Nineteen Ninety Seven) แล้วหลายคนที่นี่อาจจะส่ายหัวไม่รู้จัก แต่ความเป็นจริงแล้วพวกเขาค่อนข้างจะเป็นวงที่มีชื่อเสียงอยู่พอสมควรในชิคาโก้บ้านเกิด เป็นวงที่มีแฟนเพลงอยู่กลุ่มใหญ่พอสมควร และในอัลบั้มล่าสุดที่ชื่อ On The Run วง 1997 ยังสามารถขยายกลุ่มแฟนเพลงของพวกเขาออกไปได้อีกเยอะทีเดียว

ที่บอกว่าเยอะไม่ได้หมายความแค่กลุ่มคนที่ฟังเพลงร็อคเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนที่ฟังเพลงป็อป อินดี้ ไปจนถึงคันทรี่กันเลยทีเดียว ก็ในเมื่ออัลบั้ม On The Run นั้นพวกเขาเล่นเอาแรงบันดาลใจมาจากหลากหลายศิลปินไล่ตั้งแต่ Bob Dylan, Jimmy Eat World และ Bright Eyes ทำให้หลายเพลงมีอารมณ์ที่แตกต่างกันไปบางเพลงก็ป็อปแบบสุดๆ บางเพลงก็ให้อารมณ์แบบอินดี้ไปเลย แต่ไม่ว่าคุณจะชอบบรรยกาศแบบไหน สิ่งที่วง 1997 มีให้คือเมโลดี้ที่ไพเราะติดหูและเสียงร้องที่ประสานกันอย่างลงตัวของ 3 นักร้องทั้ง Kevin Thomas (ร้องนำ), Alida Marroni (คีย์บอร์ด/ร้องนำ)(น่าเสียดายที่ตอนนี้เธอออกจากวงไปแล้ว), Caleb Pepp (กีตาร์/ร้องนำ)

ถึงแม้หลายเพลงใน On The Run จะใช้เสียงร้องของ Kevin Thomas เป็นหลักมากกว่าก็จริงแต่พวกเขาก็สร้างสมดุลให้เพลงนั้นลงตัวด้วยเสียงร้องของ Alida Marroni ตัวอย่างในเพลง "Winds Of Change" ในขณะที่ "I Will Always Find You" ก็เป็นเพลงที่ Alida จะได้โชว์เสียงร้องอย่างเต็มที่ ส่วน "4 A.M. Conversation" ก็คือเพลงที่เหมือนกับการเอาบทสนทนาของชายหญิงมาเขียนเป็นเพลง ส่วนเพลง "January 19th" ก็เป็นเพลงที่มีเนื้อหาค่อนข้างจะสวยงามทีเดียวตรงท่อนคอรัสที่ร้องว่า "You've got my hands to hold/ you've got my arms when the world gets too cold/ wherever in life you want to go/ you've got my hands."

สำหรับผมยกให้อัลบั้ม On The Run คือพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของวง 1997 ซึ่งในอัลบั้มแรกอย่าง A Better View of the Rising Moon ของพวกเขานั้นดูจะเป็นแค่อัลบั้มของวงอีโม ป็อปพังค์ธรรมดาวงหนึ่งเท่านั้น ตอนนี้พวกเขาเดินมาถูกทางแล้วซึ่งไม่น่าเชื่อว่าใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือหลังอัลบั้ม On The Run ออกไม่นาน Alida Maroni ประกาศลาออกจากวงด้วยเหตุผลเรื่องความสัมพันธ์ภายในวงที่แย่ลง โดยที่ Alan Goffinski มือเบสของวงก็ลาออกจากวงตามแฟนสาวคนสวยไปด้วย

สุดท้ายๆ ถ้าคุณชื่นชอบในดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อค อินดี้ป็อปหรืออะไรประมาณนี้ อัลบั้ม On The Run คุ้มค่าแน่นอนสำหรับเวลาที่จะเสียไปกับการทำความรู้จักวงอินดี้ๆ ดีๆซักวงหนึ่ง
 

Copyright 2010 songs-sound-much-sadder.

Theme by WordpressCenter.com.
Blogger Template by Beta Templates.