แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -Band Recommends- แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -Band Recommends- แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553


วัยรุ่นในเมืองล็กๆ มักจะฝันถึงโลกเมืองใหญ่ๆ อยู่เสมอ แต่ว่าโลกแห่งความฝันของ Owl City นั้นถูกเติมเต็มด้วยศรัทธามากกว่าที่จะเป็นตึกสูงๆ หรือรถไฟใต้ดิน

Adam Young ศิลปินเดี่ยวเจ้าของอัลบั้ม Ocean Eyes (ที่ก่อนหน้านี้เคยทำเพลงบรรเลงแอมเบี้ยนในนาม Port Blue และงานเพลงอิเล็คทรอนิคหวานแหววด้วยแล็ปท็อปตัวเดียวในชื่อ Swimming With Dolphins กับเพื่อนซี้ Austin Tofte)

Young
เกิดและโตในเมืองชนบทเล็กๆ ที่ชื่อ Owatonna (ย่านชนบททางตอน
ใต้ของรัฐมินเนโซต้า) ดังนั้นจินตนาการทางดนตรีคงเป็นเพียงแค่ทางออกเดียวที่จะพา Young หนีออกมาจากเมืองเล็กๆ เมืองนี้ได้ สุดท้าย Of June จึงเป็นผลงานอีพีชิ้นแรกที่เป็นบทเริ่มต้นแห่งการเดินทางของ Young ที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักกับ Owl City

ทะเลสาปใหญ่ๆ ทางตอนเหนือของรัฐมินเนโซต้านั้นเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตแสนมหัสจรรย์มากมาย "ผมคิดว่าทะเลสาปมันก็เปรียบเสมือนมหาสมุทร มันสำคัญต่อสิ่งมีชีวิต สำคัญต่อผมและมันก็คุ้มค่าพอที่จะเขียนมันออกมาเป็นเพลง" ชายหนุ่มท่าทางขี้อายพูดถึงแรงบันดาลใจในอัลบั้ม Ocean Eyes

Ocean Eyes นับเป็นอัลบั้มที่สองของ Owl City ก็จริง แต่เป็นนี่เพียงอัลบั้มแรกเท่านั้นที่สังกัดค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal ในส่วนของซาวน์ดในอัลบั้มนั้น ชื่อ Ocean Eyes นั้นบอกอยู่เป็นนัยแล้วว่ามันต้องเกี่ยวกับท้องทะเลและมหาสมุทร เชื่อว่าหลายคนที่ฟังผ่านแล้วคงจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแบบนั้น ขณะที่เสียงร้องของ Young นั้น เจ้าตัวยอมรับว่าเขามี Ben Gibbard (นักร้องนำของ Death Cab For Cutie) และ Matt Thiessen ฟร้อนท์แมนของ Releint K เป็นฮีโร่ในดวงใจ ซึ่งสำหรับรายหลังนั้นยังใจดีมาช่วยร้องแบ๊คอัพให้กับหลายๆ เพลงในอัลบั้ม โดยเฉพาะซิงเกิลที่ดังทะลุบิลบอร์ดชาร์ตอย่าง "Fireflies" ดังนั้นไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็นโปรเจคของทั้งคู่ในนาม "Goodbye Dubai" อย่างที่ Thiessen นั้นเคยเปรยๆ เอาไว้ก็เป็นได้

ด้วยกระแสของชื่อเสียงและความคลั่งไคล้จากแฟนเพลงที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ตารางทัวร์ของ Young นั้นแน่นขึ้นตามไปด้วย สถานที่ที่เคยเป็นเพียงแค่จุดบนแผนที่ ดูจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาในทันที ด้วยพลังวิเศษของแมคบุ๊คและคีย์บอร์ด ซึ่งในเพลง "Hello Seattle" นั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าสำหรับ Young แล้ว ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคไม่ใช่เรื่องเกินจินาการอีกต่อไป ตั้งแต่เขาดั้นด้นไปถึง Emerald City เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาเพื่อบันทึกเสียงอัลบั้ม ซึ่งนอกจากท่องเที่ยวด้วยแล้ว Young ยังถือโอกาศนี้เติมเต็มมุมมองใหม่ๆ ของเขาด้วยการถ่ายรูปภาพเก็บไว้มากมาย

สำหรับ Young แล้วการตระเวนทัวร์ไปทั่วยังถือเป็นโอกาศดีๆ ที่เขาจะได้สื่อสารและเข้าถึงแฟนเพลงผู้ซึ่งต้องติดอยู่ในเมืองเล็กๆ ซึ่งเขาหวังว่าเรื่องราวของเขาในเซาธ์มินเนโซต้าจะให้ความหวังกับแฟนๆ ได้บ้าง "มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน" เขาพูด "ถ้าให้ลิสต์มันออกมาคงจะยาวน่าดูและไม่มีวันหมด ผมเลยต้องเบิกตาให้กว้างเข้าไว้อยู่ตลอดเวลา"

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
----------------
http://www.myspace.com/owlcity

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553


"ถึงคุณจะเป็นคนขี้อายแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่อยากสนุกและลุกขึ้นมาเต้น" จริงมั้ย

วง Runner Runner วงชื่อใหม่แต่หน้าเก่าที่ประกอบไปด้วยอดีตสมาชิกของวง Don't Look Down (Ryan Richinheart นักร้องนำ), Rufio (มือเบส Jon Berry) และวง Over It (2 มือกีตาร์ Peter Munters, Nick Bailey และ James Ulich) ทั้งหมดเพิ่งจะรวมตัวกันได้ปีกว่าๆ แถมยังเป็นการสลับเปลี่ยนขั้วดนตรีในระดับที่แฟนเพลงต้องร้องหายาดม "เรารวมตัวกันเพื่อทำเพลงป็อปที่ออกไปทางอิเล็กโทรนิดๆ" Bailey พูด "ภารกิจของเราคือสร้างสรรค์บทเพลงที่ไร้กาลเวลา (พูดง่ายๆ คืออีก 10 ปีต่อจากนี้คุณกลับมาฟังมันอีกทีก็ยังไม่รู้สึกว่ามันเก่า)" ต่อมา Bailey และผองเพื่อนร่วมวงก็ไม่พลาดที่จะพกพาเอาเดโมที่มีไปเล่นให้แฟนเพลงได้ฟังกัน ในการทัวร์ฝั่งตะวันตกในบ้านเกิดร่วมกับวง All Time Low เรียกว่าสร้างฐานแฟนเพลงไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนจะเริ่มทำอัลบั้มกันแบบจริงๆ จังๆ ซะอีก

และหลังจากอีพีชุดแรก Your Greatest Hits (อัลบั้มมีชื่อแบบไม่เป็นทางการว่า Breakup Makeup) ถูกปล่อยออกไป เพลงพวกเขามีให้ได้ยินตั้งแต่ช่อง MTV ยัน ESPN ตามด้วยการเล่นเปิดให้กับวง Fall Out Boy และ Angels & Airwaves "ท้องฟ้าคือขอบเขตของเรา" Bailey พูดให้คิดก่อนจะทิ้งท้ายไว้ว่า "เราจะให้คุณทั้งความสนุกและนำตา เป็นไปได้มั้ยที่เราจะเป็นวงโปรดวงต่อไปของคุณ"

เพิ่มเติม:
----------
http://www.myspace.com/runnerrunnermusic

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553


ขวบปีที่ผ่านมานับเป็นปีทองของพวกเมทัลเทคนิคขั้นเทพโดยแท้ สำหรับไอ้พวกวงหน้าใหม่ที่นิยมเล่นไทม์ซิกเนเจอร์แบบ 11/12 ไปพร้อมๆ กับโน๊ต 200 ตัวในหนึ่งนาที สังเกตได้จากงานเพลงแนวๆ นี้ที่เฉลี่ยแล้วในหนึ่งเดือนจะมีงานออกมาให้ฟังกันเป็นโหล และล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้กับวงที่ชื่อ Born Of Osiris ก็เพิ่งเปิดตัวอัลบั้มใหม่ที่ชื่อ "A Higher Place" เช่นกัน

โดยเฉพาะมันเป็นงานที่หลายๆ คนต่างพูดถึง จากการที่วงหยิบจับเอาอิทธิพลของดนตรีหลากสายพันธุ์มาหลอมลวมเข้าด้วยกัน ทำให้อัลบั้มนั้นมีทั้งความหลากหลายและนัวเนียวุ่นวายไปหมด "ดนตรีของเราเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย " Lee McKinney มือกีตาร์หัวเกรียนของวงพูด "ทีเด็ดของมันอยู่ที่อารมณ์ก้าวร้าวแต่แฝงไว้ด้วยเมโลดี้ที่สวยงามและแสนจะผ่อนคลาย โดยที่คุณจะสัมผัสความหลากหลายแบบนี้ได้ในอัลบั้มของเรา ซึ่งถ้าเรามีขีดจำกัดอยู่ที่ความหนักหน่วงตลอดเวลา คุณก็จะมองเห็นเราแค่มิติเดียวจริง"

ส่วนใหญ่วงดนตรีที่เต็มไปด้วยทักษะและลีลา มักจะมีความเป็นมาของชื่อวงที่ซับซ้อนและไม่ธรรมดาอยู่เรื่อย Born Of Osiris นี่ก็เช่นกันพวกเขาไปยืมชื่อมาจากเทพแห่งดินแดนไอยคุปต์พระนามว่า "โอซิรีส" ที่ว่ากันว่าเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งยมโลก ฟาโรห์ที่สวรรคตจะทรงไปรวมกับโอซิริสในดินแดนหลังความตาย ในที่ฝังพระศพจะมีภาพโอซิริสเสมอ โอซิริสจะอยู่ในรูปบุรุษทรงเครื่องและมงกุฎของฟาโรห์ แต่มีผิวกายสีดำและถูกพันผ้าไว้แบบมัมมี่ โอซิริส คือศูนย์กลางความเชื่อเรื่องการกลับฟื้นคืนชีพ เพราะตามตำนานโอซิริสถูกฆ่าโดยเซธ และถูกสับเป็นชิ้นๆ แต่ด้วยความรักของมเหสีเทวีไอซิส ผู้ตามเก็บรวบรวมพระศพมาต่อใหม่ ทำให้โอซิริสกลับฟื้นคืนมาได้อีก...จบเรื่องชื่อไว้แค่นี้

กลับมาที่สมาชิกทั้ง 6 คน (ถ้าไล่ให้หมดก็ประกอบด้วย Ronnie Canizaro (ร้องนำ), Lee McKinney (กีตาร์) Joe Buras (คีย์บอร์ด), Cameron Losch (กลอง) David Darocha (เบส) Tosin Abasi (กีตาร์) (ปัจจุบันรายสุดท้ายออกจากวงไปแล้ว) เริ่มเล่นดนตรีด้วยกันตั้งแต่ปี 2003 ตั้งหน้าตั้งตาทำเพลงกันไปเรื่อย จนมาวันหนึ่งเพลงนั้นไปเตะหูค่าย Summerian เข้าให้ จากนั้นไม่นานพวกออกอัลบั้มเต็มชุดแรกที่ชื่อ The New Reign ในปี 2007 ตามด้วยการตระเวนทัวร์ 9 ใน 12 เดือนแบบนอนสต็อป จนเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาพวกเขาก็มีโอกาศทองสำหรับการร่วมทัวร์ในรายการ Music as a Weapon ร่วมกับวงรุ่นเฮฟวี่เวจอย่าง Disturbed และ Killswitch Engage ดังนั้น McKinney จึงไม่เห็นเหตุผลที่ว่าทำไมวันหนึ่งวงของเขาจะเป็นยกฐานะตัวเองเป็นวงวงเฮดไลน์ไม่ได้ "ถ้าทุกอย่างเป็นตามแผนที่วางเอาไว้ เราไปได้ถึงเป้าหมายที่เราวางเอาไว้แน่นอน" เขาพูด "เราได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างอบอุ่นทุกๆ คืน มันรู้สึกดีมากๆ ที่ได้เห็นพวกเขา (แฟนเพลง) มารวมตัวในที่ๆ เดียวกันเพื่อดนตรีเมทัล ซึ่งมันเป็นเหมือนแรงผลักดันอย่างดี ที่พาเราทะยานไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตามด้วยความที่สมาชิกในวง Born Of Osiris นั้นอายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ ทำให้หลายคนดูแคลนว่าพวกเขาเกิดมากับกระแสดนตรีเดธคอร์และพร้อมจะหายไปกับกระแสนั้นได้ทุกเมื่อ "บางครั้งพวกเราก็ถูกมองเป็นตัวตลกไป แต่ผมว่าความจริงเราซีเรียสและจริงจังกว่าวงดนตรีที่แก่กว่าเราอีกหลายวงด้วยซำ" มือกีตาร์คนเดิมพูด "เราทำงานกันอย่างหนักเพื่อมาอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องของโชคแตเพราะเราทุ่มเทให้มันต่างหากหละ"

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
------------------
http://www.myspace.com/bornofosiris


---------------------

ชอบหรือไม่ชอบยังไง ช่วยแสดงความคิดเห็นซักนิดนะครับ

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552


เมื่อครั้งที่วงคริสเตียนสครีโม 5 ชิ้นวงนี้โพสต์เพลงใหม่ที่ชื่อ "God Wear Gucci" ลงบนมายสเปซ อย่างน้อยต้องมีซักคนหละ ที่คิดว่างานนี้พวกเอ็งลองดีแล้วหวะพวก ด้วยเนื้อหาของเพลงที่พาดพิงไปถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันอย่าง The Devil Wears Prada แบบเต็มๆ โดยที่ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา

Mike Hranica (นักร้องนำของ TDWP) คงได้ยินคนพูดต่อๆ กันมาว่าผม (Bokan) อยากจะลองดี เป็นเรื่องน่าขำที่ผมไม่ได้ขอลองดีอะไรทั้งนั้นถึงแม้ว่าความจริงโคตรอยากเลยหวะพี่น้อง แต่ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหมอนั่นเลยเลยซักนิด" Beau Bokan นักร้องนำสมาชิกใหม่ของวงพูด "เขา (Hranica) คอมเม้นท์เอาไว้บนอินเตอร์เน็ตว่าพวกเราขออนุญาติผ่านทางเพื่อนพวกเขาว่า เป็นไปได้ไหมที่เราจะตั้งชื่อเพลงแบบนั้น ซึ่งผมขอบอกไว้ก่อนตรงนี้เลยว่าผมไม่เคยขออนุญาติใครเพื่อทำอะไรซักอย่าง มันเหลวไหลสิ้นดี แต่ช่างเถอะไอ้พวกนั้นมันคงตลกหละมั้ง ผมว่ามันเป็นอีโก้ของคนที่ชื่อ Hranica ที่ทำให้เขาคอมเม้นท์อะไรที่สิ้นคิดแบบนั้นออกมา ซึ่งการที่คุณอยู่ในวงดนตรีที่ทำได้ดีในระดับหนึ่งอีโก้ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย

Bokan ยอมรับว่าแรงบัดาลใจส่วนใหญ่มาจากการนั่งดูพวก Televangelism และ โฆษณาชวนเชื่อทางทีวีที่หากินกับความศรัทธาของคริสเตียนทั้งหลาย โดยที่เขา (Bokan) จัดแจงแทรกประโยก "fall to your knees" เข้าไปในเพลงไว้ให้คนฟังคิดกันเล่น (เรื่องของเรื่องมันเป็นประโยคที่มีอยู่ในเพลง Dez Moines ของ TDWP เท่านั้นแหละ)

"ผมเขียนเพลงเกี่ยวกับพวกที่หากินกับพระเจ้าและพยายามทำให้พระเจ้ากลายเป็นกระแส" Bokan อธิบาย "ผมยอมรับหละว่าผมไม่เคยฟังเพลงทั้งหมดของ TDWP จะมีก็แค่เพลงสองเพลงเท่านั้น ที่จริงผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับวงนั้นหรอกนะ ทุกคนพูดกันไปต่างๆ นาๆ ผมไม่เคยคุยกับไอ้พวกนั้น และก็ไม่ได้รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับพวกนั้นด้วยซำ

เพลง "Gucci" คือหนึ่งใน 12 เพลงจากอัลบั้ม Witness อัลบั้มลำดับที่สองของวง Blessthefall แต่ถือเป็นอัลบั้มแรกสำหรับ Bokan หลังจากรับช่วงต่อจาก Craig Mabbit อดีตนักร้องนำคนเก่าที่ออกจากวงไปตั้งแต่ปลายปี 2007 ทั้งนี้วงบันทึกเสียงอัลบั้ม Witness กันที่เวอร์จิเนียบีชสตูดิโอ ร่วมกับโปรดิวเซอร์ Michael "Elvis" Baskette (Escape The Fate, Story Of The Year) และ Bokan ก็พูดถึงภาพรวมของอัลบั้มว่ามันเป็นงานที่กลั่นกรองมาเป็นอย่างดีและยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจเต็มร้อย

"มันยอดมากเลย ส่วนที่เฮฟวี่มันก็เฮฟวี่แบบสุดๆ ในส่วนของคอรัสก็จับคนฟังได้อยู่หมัด" Bokan โม้ว่างั้น "มันยังคงเป็น Blessthefall มันเหมือนกับอัลบั้ม His Last Walk ที่อัดสเตียรอยด์เข้าไปจนล้นทะลัก ทำให้มันหนักและแน่นขึ้นกว่าเดิม

หากจะไม่พูดถึงเนื้อหาในอัลบั้มสงสัยได้มีเคืองกันแย่ เพราะ Bokan อุทิศมันทั้งหมดไปกับประเด็นเรื่องส่วนตัวแทบจะล้วนๆ โดยเฉพาะเพลง "Stay Still"ที่พูดถึงการสูญเสียเพื่อนสนิท Charles "Che" Still ไปด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตกอันโด่งดังเมื่อปี 2008 (ลำเดียวกับ Travis Baker มือกลอง Blink-182 นั่นแหละ) ตลอดจนเรื่องราวการเลิกลากับแฟนสาวในเพลง "Hey Baby, Here's That Song You Wanted"

"ผมเขียนเนื้อเพลงในอัลบั้มลงบนเทปกาวหลายๆ ชิ้นแล้วก็เอามาแปะๆ รวมกันในสตูดิโอ ผมว่ามันเจ๋งดีนะ เพราะคำหลายๆ คำนั้นมีความหมายที่ดี" Bokan อธิบาย "ความหมายสำคัญคือมันจะเป็นพยานที่คอยบอกว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ อะไรที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมา อย่างในปกอัลบั้มเรามีผีเสื้อที่อยู่ท่ามกลางความแห้งแล้ง เพื่อสื่อถึงการกลับมาเกิดใหม่และการเติบโตขึ้นไปอีกขั้นของวง"

ภายใต้แรงบันดาลใจ?
-----------------------

ไม่มีใครใช้ชีวิตอยู่โดยไร้แรงบันดาลใจ... ดังนั้นหลายคนคงอยากรู้ ว่าอัลบั้มไหนของศิลปินผู้ใดที่เป็นแรงบันดาลใจชิ้นเอกของ Beau Bokan ซึ่งแรงบันดาลใจที่ว่านั้นก็คือ อัลบั้ม The End Of Heartache ของ Killswitch Engage นั่นเอง "มันเป็นอัลบั้มที่สมบูรณ์แบบ เสียงร้องของ Howard Jones เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและทรงพลัง เมโลดี้ก็เหนือคำบรรยายเหมือนออกมาจากใจ เมื่อเติมเสียงร้องเข้าไปมันจึงฟังดูหนักแน่นมากๆ ดังนั้นอัลบั้มนี้คือแรงบัดาลใจสำคัญสำหรับผมเลยก็ว่าได้

----------------------------------

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
------------------
http://www.myspace.com/blessthefall

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552


เป็นเวลากว่า 14 เดือนทีเดียวที่ Chalie Fink ฟร้อนท์แมนแห่ง Noah And The Whale หมดไปกับการทำอัลบั้ม The First Days Of Spring อัลบั้มที่เปรียบเสมือนหนังชีวิตเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้กับการต้องต่อสู้กับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง "ถ้าคุณเคยคิดว่าคุณจะเอาดีกับการเป็นนักแต่งเพลงให้ได้ คุณก็ต้องสุดๆ กับมัน" Fink พูด "นี่คือเรื่องจริงมันไม่ใช่แค่ความสนุกสนาน แต่คุณต้องจริงใจกับมัน"

มันคงจะไม่สนุกแน่หละ เพราะครั้งหนึ่ง Fink เคยมีความสัมพันธ์แนบแน่นระดับเกินเพื่อนกับอดีตสมาชิกหญิงของ Noah ที่ชื่อ Laura Marling (ชื่อของเธอเคยปรากฎในอัลบั้มแรกที่ชื่อ Peaceful, The World Lays Me Down) ก่อนจะสวมรองเท้าคนละข้างแล้วแยกทางกันไป ดังนั้นอัลบั้ม The First Days Of Spring จึงเป็นเหมือนไฟส่องสว่างให้เห็นความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวคู่นี้ได้ชัดเจนขึ้น "มันเป็นเรื่องราวที่ทุกคนเข้าถึงได้ไม่ยาก แต่น่าตลกตรงที่ผมเป็นคนเงียบๆ เก็บเนื้อเก็บตัว ผมเลยไม่ค่อยมั่นใจนักกับการเอาเรื่องตัวเองมาเขียนเป็นเพลง"

เสียงเครื่องสายของดนตรีออเครสตร้า เสียงประสานและกีตาร์ไฟฟ้า ทั้งหมดเป็นส่วนประกอบในการบอกต่อเรื่องราวความรักของ Fink และปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันทั้งมีมิติและเจ๋งกว่าอัลบั้มเปิดตัวชุดแรกเมื่อปี 2007 หลายเท่านัก แถมยังถือเป็นกาปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของวงดนตรีวงนี้ออกมาแบบเหลือเชื่อ

-----------------------

ที่มาของชื่อวง?
อันเนื่องมาจาก The Squid and the Whale เป็นหนังเรื่องโปรดของสมาชิกส่วนใหญ่ในวง ซึ่งกำกับโดย (Noah Baumbach) ที่มี (Noah Baumbach) เป็นโปรดิวเซอร์ให้ ดังนั้นคงไม่ต้องสาธยายให้ยาวว่า Noah เป็นใครและ The Whale คืออะไร

ปล. คุณสามารถหาเพลงของ โนอาห์กับปลาวาฬมาฟังได้จากที่ไหนซักที่ในบล็อคนี้

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
http://www.myspace.com/noahandthewhale

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552


August Burns Red: คริสเตียนบ้านไร่...

ในการจะก้าวไปสู่เส้นทางของความสำเร็จที่วงคริสเตียนเมทัลวงหนึ่งควรจะทำมีอะไรบ้าง แน่นอนว่าข้อแรกเลยพวกเขาต้องต่อต้านอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับปีศาจและความเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวง ถ้าจะให้ดีดนตรีของพวกเขาต้องสอดแทรกไว้ด้วยความเชื่อและศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า ที่ต้องสอดแทรกเพราะการนำเสนอแบบประเจิดประเจ้อคือความน่าเบื่อของแฟนเพลงสมัยนี้ที่เริ่มจับทางได้แล้วว่าบางที่พระเจ้าก็ตามกระแสเหมือนกัน

สูตรสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จที่ว่านี้ ได้ถูกกรุยทางไว้เรียบร้อยแล้วด้วยฝีมือของวงดนตรีรุ่นพี่อย่าง As I Lay Dying และ Norma Jean ที่พร้อมจะทำให้วงดนตรีคริสเตียนรุ่นต่อมาอย่าง August Burns Red ได้สานต่อความสำเร็จแบบไม่ต้องเสียเหงื่อมากนัก แถมยังโชคดี 2 ต่อที่ค่ายเพลงอย่าง Solid State ต้นสังกัดของพวกเขานั้นให้การสนับสนุนวงคริสเตียนเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นคงยากที่จะมีใครมาหยุดความแรงของพวกเขาได้ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะเดินสะดุดขากันเอง

"กับค่าย Solid State เป็นธรรมดาที่ทุกวงต้องสร้างกลุ่มแฟนพันธ์แท้ด้วยตัวเอง ซึ่งแฟนเพลงกลุ่มนี้จะซื่อสัตย์กับคุณไปตลอด" มือกีตาร์ JB Brubaker อธิบายให้ฟัง (ซึ่งบ้านของหมอนี่มีห้องซ้อมดนตรีที่ล้อมรอบไปด้วยทุ่งนากว่าร้อยเอเคอร์) "ผมบอกได้เลยว่ากับค่ายเพลงที่ชื่อ Solid State คุณต้องพยายามทำให้เพลงของคุณไปเข้าหูแฟนเพลงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยตัวของคุณเอง ไม่มีอะไรง่ายอย่างที่ใครเข้าใจกัน"

ทั้งนี้ August Burns Red ถือเป็นวงที่โด่งดังขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็ว พวกเขาฟอร์มวงกันในปี 2003 (ซึ่งขณะนั้น JB Brubaker เพิ่งเข้าไปเป็นเฟรชชี่ในระดับมหาวิทยลัย ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ยังคงเรียนอยู่ในไฮสคูล) ไม่นานนักพวกเขาก็ได้สัญญาจากค่าย Solid State จากนั้นพวกเขาก็ดังเปรี้ยงขึ้นมา ด้วยอัลบั้ม Messenger ในปี 2007 ซึ่งขึ้นไปถึงอันดับ 81 บนบิลบอร์ดชอาร์ตเลยทีเดียว จนในที่สุดพวกเขากลับมาอีกครั้งในปี 2009 ด้วยอัลบั้ม Constellations ที่ยังคงความเป็นดนตรีเมทัลสมัยนิยม ที่ได้ใจทั้งแฟนเพลงและนักวิจารณ์ โดยมี Jason Suecof นั่งเป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งตัวของ Suecof นั้นเคยผ่านงานกับวงดังๆ อย่าง Trivium, all That Remains และ God Forbid มาก่อนทำให้เจ้าตัวนั้นรู้ดีว่าแฟนเพลงนั้นคาดหวังอะไรจากวงอย่าง August Burns Red "เขา (Suecof) กระตือรือร้นที่ได้ทำงานกับเรา ซึ่งพวกเราก็รู้สึกไม่ต่างกัน เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่เราทำ" Brubaker พูด "เรามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาจะทำงานร่วมกับเราได้และอัลบั้มก็ต้องออกมาพิเศษสุด"

ก็เหมือนกับงานชุดก่อนหน้าของ August Burns Red ที่คละคลุ้งไปด้วยสำเนียงสวีดิชเมทัล ไม่ว่าจะเป็นริฟฟ์กีตาร์และฮาร์โมนี่ทั้งหลายแหล่ เพลงอย่าง Existence, Ocean Of Apathy หรือจะเป้น Meddler ล้วนมีทุกอย่างที่ว่ามา แถมด้วยเนื้อหาปลุกใจ แต่ที่แปลกใหม่และโดดเด่นอย่างยิ่งเห็นจะเป็นท่อนหนึ่งในเพลง Ocean Of Apathy ที่แฟนเพลงคงไม่คิดว่าจะได้ยินการเกากีตาร์แบบบลูกราสส ในงานของ August Burns Red รวมทั้งยังอคูสติกหวานๆในช่วงอินโทรเพลง Marianas Trench ตลอดจนเสียงเปียโนช่วงเอาท์โทรของเพลง The Escape Artist

"สองอัลบั้มที่แล้วมามันเหมือนกับลูกบอลที่กระเด้งกับกำแพงตั้งแต่ต้นจนจบอัลบั้ม" Brubaker บรรยาย "มันไม่มีช่วงไหนให้ได้หยุดพักหายใจ เพราะเราไม่อยากให้มีส่วนไหนในเพลงออกมาชิลล์ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วเราโตมากับดนตรีชิลล์ อย่างอินดี้ร็อคนี่ก็ใช่ เราสนุกไปกับบรรยกาศเคว้งคว้างด้วยเพลงของ Cult Of Luna หรือไม่ก็ Isis ผมจึงมาคิดดูถ้าเพลงเรามีช่วงที่ผ่อนให้ได้พักกันบ้างน่าจะดีต่อภาพรวมของอัลบั้ม

ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายสำหรับเหล่าเฮดแบงเกอร์ทั้งหลาย ที่ได้รู้ว่านอกจากวง Neurosis แล้วพวกเขายังมี Nada Surf เป็นแรงบันนดาลใจ อีกทั้งการตีตราพวกเขาว่าเป็นคริสเตียนเมทัลมันไม่ได้หมายความว่าจะเป็นที่ยอมรับของนักฟังหูเหล็กไปซะทุกคน "ผมมองว่าดนตรีคริสเตียนเมทัลในทุกวันนี้การที่จะได้ใจพวกเมทัลเฮดรุ่นเก๋าๆ มันยากกว่าวัยรุ่นสมัยนี้มาก" Brubaker แสดงความคิดเห็น "สิ่งเหล่านี้เราต้องยอมรับ เพราะมาถึงตรงนี้แล้วอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้ามันเป็นเพลงที่ดี มันก็คือเพลงที่ดี"

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


Destroy The Runner วงดนตรีเมทัลคอร์/โพสต์ ฮาร์ดคอร์ จะเรียกแนวไหนก็ตามใจ แต่วงจากซาน ดิเอโก, แคลิฟอร์เนีย วงนี้เคยใช้ชื่อ Die Like Me มาก่อน ที่พวกเขาจะเซ็นสัญญาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวกับ Solid State Records เพื่อออกอัลบั้ม Saints (2006) ด้วยเสียงวิจารณ์หลากหลายทั้งบวกและลบ

จากนั้นพวกเขาจึงเริ่มออกทัวร์กับวงแนวเดียวกันอย่าง Haste the Day และ Scary Kids Scaring Kids จนสร้างกลุ่มแฟนเพลงได้ในระดับน่าพอใจ

ในปี 2008 พวกเขาออกอัลบั้ม I, Lucifer ที่โปรดิวซ์โดย Brian McTernan (Circa Survive, Scary Kids Scaring Kids) ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้างานในชุดนี้ซาวน์ดจะออกมาอยู่ตรงกลางระหว่าง Circa Survive และ Scary Kids Scaring Kids นอกจากนี้แล้ว Destroy The Runner ยังมี Tim Lambesis แห่ง As I Lay Dying เป็นเป็นป๋าดันให้อีกด้วย

อันที่จริงต้องบอกว่าต่างคนต่างช่วยเหลือกันถึงจะถูกเพราะสมาชิกบางคนในวงก็ไปมีเครดิตทำงานให้กับอัลบั้ม Total Brutal ของ Austrian Death Machine วงไซด์โปรเจคของ Tim Lambesis นั่นเอง

และสำหรับอัลบั้มใหม่ที่ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นและกำหนดวางจำหน่ายนั้น ทาง Chad Ackerman กระบอกเสียงของวงก็ออกมายืนยันผ่านวิดีโอว่า จะมีการร้องสครีมในอัลบั้มใหม่ด้วย ส่วนเพลงก็จะหนักขึ้น อีกทั้งยังได้ Jordan Mancino จาก As I Lay Dying มาช่วยอัดเสียงกลองให้อีกด้วย หลังจากที่ Mike Catalano มือกลองคนเก่านั้นออกจากวงไป

ไลน์-อัพปัจจุบัน:
--------
Chad Ackerman - ร้องนำ
Duane Reed - กีตาร์
Nick "Maldy" Maldonado - กีตาร์
Tanner Sparks - เบส

อัลบั้ม:
--------
2004: Die Like Me (EP)
2006 - Saints (Solid State)
2008 - I, Lucifer (Solid State)

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
---------
MySpace

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552



เรื่องราวน่าสนใจบางเรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับวง Metro Station ก็คือการที่นักร้องนำอ้วนผอมอย่าง Trace Cyrus และ Mason Musso คือพี่ชายแท้ๆ ของคู่พระนางในซีรีย์ Hannah Montana โดย Trace นั้นเป็นพี่ชายของ Miley Cyrus ในขณะที่ Mason ก็คือพี่ชายของ Mitchel Musso ทั้งคู่ได้รับการแนะนำให้รู้จักกันและกันในปี 2006 ผ่านทางคุณแม่ของทั้งสอง ในกองถ่ายของ Hannah Montana

เมื่อทำความรู้จักและแชร์ประสบการณ์ดนตรีเรียบร้อย ทั้งคู่จึงตัดสินใจฟอร์มวง Metro Station ขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นาน ในปี 2007 ชื่อเสียงของวงเริ่มเป็นที่รู้จักและถูกพูดถึงบ่อยๆ หลังจากที่พวกเขาปล่อยเพลง Seventeen Forever ลงมายสเปซ ทำให้ชื่อของ Metro Station ขึ้นไปอยู่บนหัวชาร์ต Unsigned Band ในแบบทันที จนนิตยสาร Alternativ Press ถึงกับเชียร์แบบออกหน้าออกตา ยกให้พวกเขาเป็น 1 ในสุดยอด 22 วงดนตรีอันเดอร์กราวน์ (ถึงแม้จะเป็นวงอันเดอร์กราวน์อยู่ไม่ถึงเดือนก็ตาม เพราะหลังจากนั้นค่ายเพลงยักษ์ระดับเมเจอร์อย่าง Columbia Reords ก็จับทั้งคู่เซ็นสัญญา พร้อมกับเพิ่มสมาชิกเข้าไปอีก 2 คน ซึ่งก็คือ Anthony Improgo มือกลอง และ Blake Healy)


เมื่อถามถึงเป้าหมายของวง Metro Station ว่าคืออะไร Trace Cyrus นักร้องนำ/กีตาร์ของวง บอกเอาไว้ว่า "เราแค่อยากให้แฟนเพลงได้ขยับเขยื่อนเคลื่อนไหวและก็มีช่วงเวลาที่ดีไปกับการฟังเพลงของพวกเรา"

แต่ถ้าถามถึงภารกิจที่สำคัญที่สุดของวงคืออะไร เขา (Trace) บอกว่าอยากจะทำให้โชว์ของวงดูเหมือนแดนซ์ปาร์ตี้มากกว่าจะเป็นแค่คอนเสิร์ตทั่วไปๆ "ถ้าเราทำแบบนั้นได้ ก็จะเยี่ยมมาก" นอกจากนี้ Cyrus ฟร้อนท์แมนของวงก็ยังคุ้นเคยกับการทัวร์เป็นอย่างดี เพราะตอนเป็นเด็กเขาก็มีโอกาศตะลอนทัวร์กับคุณปู่ ซึ่งก็คือศิลปินคันทรี่ชื่อดังนาม Billy Ray Cyrus นั่นเอง "ครอบครัวผมให้การสนัสนุนเป็นอย่างดี" Cyrus พูด เมื่อถามว่าคุณปู่คิดยังไงกับดนตรีของ Metro Station "ผมว่า ปู่คงไม่คิดว่ามันจะประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้หรอก แต่หลังจากที่พวกเขาไปดูโชว์แล้วคงจะได้เห็นว่ามันเป็นยังไงบ้าง"


แล้วพวกเขาเคยได้ยินเพลงของตัวเองในแดนซ์คลับบ้างรึป่าว? "แน่นอน ครั้งหนึ้ง Trace กับผมไปเที่ยวเฮาส์ปาร์ตี้แห่งหนึ่งแล้วเพลงของเรา Tell Me What To Do ก็ดังขึ้นมาจากนั้นทุกคนก็เริ่มเต้นตามเพลง" Mason Musso นักร้องนำพูดอย่างภูมิใจ "แบบนี้แหละคือสิ่งที่ผมอยากให้เกิดกับทุกๆ คนคุณอาจจะไม่ต้องรู้จักเพลงนั้นก็ได้แต่สามารถเต้นไปกับมันได้ก็พอแล้ว"

--------------------------

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
------------
http://www.myspace.com/metrostation
http://twitter.com/TRaceCyrus
http://twitter.com/THEMASONMUSSO
http://twitter.com/XAnthonyimprogo
http://twitter.com/BLAKEHEALY

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ถ้าพูดถึงชื่อวง Anchor & Braille แล้วละก็น้อยคนนักที่จะรู้จักวงดนตรีวงนี้ อันที่จริงจะเรียกว่าวงก็คงไม่ถูกซะทีเดียวนัก เพราะ Anchor & Braille เดิมทีนั้นเป็นเพียงแค่ไซด์โปรเจคที่เกิดจากการร่วมงานกันในปี 2004 ของ Stephen Christian ( Anberlin) และ Aaron Marsh (Copeland) เท่านั้น ก่อนที่ภายหลัง Marsh จะถอนตัวเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับวง Copeland อย่างเต็มที่

Anchor & Braille นั้นเริ่มจากวัตถุดิบและไอเดียที่แตกต่าง ซึ่งมันคงไม่เหมาะที่ Christian จะเอามันไปใส่ในงานของ Anberlin ผลลับของมันก็คืองานเพลงที่แปลกแยกจนคุณไม่อาจจะเชื่อได้ว่ามาจากรอยหยักสมองของศิลปินคนเดียวกัน ในเมื่อเขาเป็นคนจัดการเครื่องดนตรีทุกชิ้นไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ด เปียโนไปจนถึงอคูสติกกีตาร์

5 ปีผ่านไปนับจากวันที่โปรเจคนี้ริเริ่ม แฟนเพลงของทั้ง Christian และ Aaron Marsh ต่างต้องตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า "เมื่อไหร่" ซึ่งคำตอบที่หลายคนรอคอยก็เพิ่งจะมาเฉลยเอาในปีนี้ เมื่ออัลบั้มที่มีชื่อสั้นๆ ว่า Felt กำลังจะวางตลาดในเดือนสิงหาคมนี้ และถึงแม้ว่า Marsh จะถอนตัวออกจากโปรเจคนี้ไปแล้วก็ตาม แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความคาดหวังของแฟนเพลงที่มีต่ออัลบั้ม Felt ลดลงแม้แต่น้อย ในเมื่อ Marsh คือคนที่โปรดิวซ์งานในอัลบั้มนี้ให้ทั้งหมด

การเดินสำรวจพิพิธภัณฑ์ ขณะที่แสงไฟมืดมิด คือซาวน์ดของอัลบั้ม Felt ที่ Christian เปรียบเปรยให้เห็นภาพ "มีความทรงจำมากมายที่ได้เรียนรู้จากอัลบั้มนี้ ทั้งเนื้อหาละดนตรียิ่งคุณซึมซับมันได้มากเท่าไหร่คุณก็จะสัมผัสได้ถึงความสวยงามและความเพลิดเพลินมากเท่านั้น" Christian พูด ซึ่งนั่นก็ต้องให้เครดิตกับ Aaron Marsh ด้วยส่วนหนึ่ง ที่นำพาซาวน์ดแอมเบี้ยนอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว มาสร้างสรรค์บรรยกาศอันล่องลอยในบทเพลง

"ผมเอาไลน์ของเปียโน กีตาร์ รวมทั้งเสียงร้องไปทิ้งไว้ให้ Marsh ในสตูดิโอที่บ้านของเขาและหลังจากทัวร์จบลงผมกลับไปหาเขาอีกครั้ง คุณเชื่อหรือไม่ว่าเขาสามารถทำให้โครงกระดูกนั้นดูมีชีวิตขึ้นมาได้ " Christian ยังอธิบายด้วยว่า "หลายเพลงนั้นเกี่ยวกับความเสียใจและปวดร้าว บางทีมันอาจจะเป็นเพลงที่รวดร้าวที่สุดเท่าที่ผมเคยเขียนมาเลยก็ได้ ในขณะที่บางเพลงในอัลบั้มกก็ทำให้ผมได้ปลดปล่อย"

Felt จะวางจำหน่ายในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ผ่านทางค่าย Wood Water Records ซึ่งเป็นค่ายที่ตั้งขึ้นโดยตัวของ Stephen Christian เอง โดยมี Universal Music Group ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เป็นผู้จัดจำหน่าย





อีพี:
-----------
2007:
Sound Asleep (7'' Vinyl)


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
------------
http://www.myspace.com/anchorandbraille
http://www.myspace.com/anberlin
http://www.myspace.com/copeland


ลิงค์ในบล็อค:
------------
Anberlin
Copeland

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Gym Class Heroes ฟอร์มวงกันในปี 1997 โดย Travis "Schleprok" McCoy (ร้องนำ) และ Matt McGinley (กลอง) รู้จักกันในชั้นเรียนฟิสิคส์ ตั้งแต่สมัยไฮสคูล ในเจนีวา, นิวยอร์ค ก่อนที่จะสมทบด้วย Milo Bonacci มือกีต้าร์ และ Ryan Geise มือเบส

วง Gym Class Heroes เริ่มต้นด้วยการเล่นดนตรีตามงานวันเกิดและเฟสติวัลเล็กๆ แถวบ้านเกิด ก่อนที่จะเล่นในเวทีที่ใหญ่ขึ้นอย่าง Warped Tour โดยในระหว่างนั้นทางวงทำอัลบั้มจำหน่ายเอง แบ่งเป็น 3 อัลบั้มกับอีก 1 อีพี ได้แก่ Hed Candy (1999), Greasy Kids Stuff (2000), For The Kids (2001) และ Papercut Chronicles (EP) (2004)

โดยหลังจากอัลบั้ม For The Kids ปี 2001 นั้น Travis McCoy ยังคว้ารางวัลจากการแข่งขันรายการ MTV's Direct Effect MC Battle

ในปี 2004 ทางวงได้ Disashi Lumumba-Kasongo เข้ามาแทนที่ Milo Bonacci ในตำแหน่งกีต้าร์ และ Eric Roberts มือเบสเข้ามาแทนที่ Ryan Geise ในปี 2005 และเพิ่ม Tyler Pursel (คีย์บอร์ด) เข้ามาในวง ก่อนที่ Marc De Jesus จะเข้ามาโบกธงสร้างสีสันให้กับวงบนเวที

Gym Class Heroes ถือเป็นวงดนตรี Hip-Hop ที่ใช้เครื่องดนตรีอีเล็คโทรนิคน้อยมาก เพราะทางวงนั้นเน้นเครื่องดนตรีสดเป็นหลัก เหมือนกับวงดนตรีอย่าง Stetsasonic, The Roots, k-os, Crown City Rockers ต่างกันที่พวกเขาเป็นวงฮิปฮอปที่อยู่ในกระแสของดนตรีอีโม

นอกจากนี้ทางวงยังสามารถคว้ารางวัลสาขา Best New Artist มาได้จากงานประกาศผลรางวัล MTV Awards เมื่อปี 2007

ส่วนผู้หญิงที่ปรากฎตัวในเอ็มวีและรับบทเป็นแฟนสาวของ Travis McCoy ในเพลง "Cupids Chokehold" ก็คือศิลปินป็อปสาว Katy Perry นั่นเอง ซึ่งทั้ง Katy Perry กับ Travis McCoy ต่างก็ยอมรับว่าคบกันเป็นเป็นเรื่องเป็นราวถึงขนาดสวมแหวนหมั้นกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเลิกลากันไปเมื่อปลายปี 2008 จากนั้นไม่นาน (เดือนเมษายนที่ผ่านมา) ก็มีข่าวว่าทั้งคู่กลับมาเดทกันอีกครั้งเป็นหนสอง


สมาชิกปัจจุบันประกอบไปด้วย :
----------

Travis McCoy (ร้องนำ)
Disashi Lumumba-Kasongo (กีตาร์)
Eric Roberts (เบส)
Matt McGinley (กลอง)

Album
-----------
1999: Hed Candy
2000: Greasy Kids Stuff
2001: For The Kids
2005: The Papercut Chronicles
2006: As Cruel As School Children
2008: The_Quilt

EP
-----------
2004: The Papercut (EP)
2008: Patches From The Quilt (EP)

ลิงค์:
-----------
wikipedia
myspace
last.fm

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

The New Regime คือวงอัลเทอร์เนทีฟ/เอกซ์เพอริเมนทัล ไซด์โปรเจคของ Ilan Rubin มือกลองหัวฟูแห่ง Lostprophets ที่ใช้เวลาว่างระหว่างทัวร์ของวงในการทำอัลบั้ม Coup อันเป็นอัลบั้มเปิดตัวของ The New Regime โดยที่เด็กหนุ่มซานดิเอโก้ผู้นี้จัดการเล่นเครื่องดนตรีทุกชิ้นด้วยตัวเอง แถมยังร้องเองอีกด้วย ซึ่งเสียงร้องก็ต้องถือว่าสอบผ่านเลยแหละ

แต่เดี๋ยวก่อน Ilan Rubin มีเรื่องราวที่น่าสนใจว่านั้นเยอะ ไม่งั้นคงไม่หยิบเอามาพูดถึงแน่นอน แต่ความจริงคือชื่อของ Ilan Rubin ยังไม่เป็นคุ้นหูคนฟังเพลงในบ้านเรามากนัก ยังไงก็ขอโม้ประวัติของมือกลองหนุ่มหัวฟูวัย 20 (เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1988) ผู้นี้นี้ซักหน่อยหน่อยก็แล้วกัน โทษฐานเป็นนักดนตรีที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในแวดวงดนตรีร็อคของอเมริกา

Ilan Rubin นั้นเริ่มหัดตีกลองด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ปีต่อมาฟอร์มวงเป็นของตัวเองชื่อว่า F.o.N. จากนั้นพออายุ 11 ปีก็มีโอกาศได้เล่นในเทศกาลดนตรีที่นักดนตรีทุกคนใฝ่ฝันอย่าง Woodstock แถมยังถูกบันทึกชื่อลงกิเนสบุ๊คอีกด้วยในฐานะที่เป็นนักดนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้เล่นในงานนั้น แถมพอช่วงอายุ 12 ปีหมอนี่ก็เริ่มเข้าคอร์สเรียนกลองแบบจริงจังกับ Travis Barker อดีตมือกลอง Blink 182 อีกด้วย

อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่แรกแล้วว่า Ilan Rubin คือหนึ่งในสมาชิกของ Lostprophets วงอัลเทอร์เนทีฟร็อคสัญชาติเวลส์โดยออกทัวร์ร่วมกับวงมา 2 ปีแล้วตั้งแต่อัลบั้ม Liberation Transmission โดยหลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าเมื่อปี 2006 นั้น วงร็อคจากเวลส์กลุ่มนี้มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกภายในวงด้วย ซึ่งมือกลองหัวฟูนี่แหละที่มาแทน Mike Chiplin มือกลองยุคดั้งเดิมของวง แต่ไปๆ มาๆ ล่าสุดก็มีข่าวแว่วๆ ว่าหมอนี่กำลังจะเข้าไปแทนที่ Josh Freese ในวง Nine Inch Nails ซึ่งมันก็คงจะเป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะเจ้าตัวคอนเฟิร์มผ่านมายสเปซไปเรียบร้อยแล้ว
 

Copyright 2010 songs-sound-much-sadder.

Theme by WordpressCenter.com.
Blogger Template by Beta Templates.