แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -Articles- แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ -Articles- แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553


พบกับ 10 อัลบั้มสุดโปรดในดวงใจของ Aaron Gillespie นักร้องนำหัวแดงแห่ง The Almost ที่คลอบคลุมทุกแนวดนตรีตั้งแต่คันทรี่ อินดี้ร็อค คลาสสิคร็อค รวมทั้งตามไปดูกันว่าอัลบั้มใดที่ Aaron บอกว่า "เอาไว้ฟังแก้เซ็งยามที่ดนตรีในทุกวันนี้มันน่าเบื่อซะเหลือเกิน"


10) Led Zeppelin: 'Led Zeppelin'

เพอร์เฟคร็อคแอนด์โรลล์อัลบั้ม (แหล่มไปเลย)






-----------------------------------

9) Ryan Adams: 'Heartbreaker'

มันเป็นงานที่ทำให้ผมรู้สึกว่าคันทรี่และร็อคถูกผสมผสานอย่างลงตัวด้วยแนวคิดสมัยใหม่





-----------------------------------

8) Garth Brooks: 'Greatest Hits'

ตอนที่ผมยังเด็ก Garth ทำอะไรก็ดูดีไปหมด ผมปลื้มโคตรๆ เวลาที่เขาพังเครื่องดนตรีต่อหน้าคนดูมากมาย ผมจินตนาการอยู่ว่าเด็กยุค 50 คิดอะไรอยู่เวลาดูแสดงสดของ Elvis




-----------------------------------

7) Third Eye Blind: 'Blue'

งานชุดนี้ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ มันเป็นป็อปร็อคที่สมบูรณ์แบบทีเดียว





-----------------------------------

6) Copeland: 'Beneath Medicine Tree'

มันเป็นครั้งแรกที่คนที่ผมรู้จักทำงานออกมาแล้วผมรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก เสียงร้องในอัลบั้มนั้นสวยงามมาก ตัวดนตรีก็เป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากๆ




-----------------------------------

5) Refused: 'The Shape of Punk to Come'

อัลบั้มนี้คือเหตุผลที่ทำให้ผมชอบดนตรีหนักๆ






-----------------------------------

4) Johnny Cash and Willie Nelson: 'VH1 Storytellers'

อัลบั้มนี้มันเหมือนกับการได้แอบย่องเข้าไปในห้องนั่งเล่นของใครซักคน แถมพ่อ 2 หนุ่มคู่นี้ยังโชว์ฝีมือซะจนใครต่อใครอึ้งไปตามๆ กัน




-----------------------------------

3) Foo Fighters: 'The Colour and the Shape'

นี่เป็นงานโมเดิร์นร็อคที่ผมชอบมากที่สุด มันคือของจริงที่พร้อมจะฉีกคุณเป็นชิ้นๆ





-----------------------------------

2) Johnny Cash: 'At Folsom Prison'

ครั้งหนึ่งแม้กระทั่ง Bob Dylan ยังเคยหันมาจับกีตาร์ไฟฟ้า แต่สำหรับงานล้างมลธินของ Johnny ชุดนี้ เขาเลือกคุกฟอลซั่มเพื่ออัดเสียงบันทึกแสดงสดที่เต็มไปด้วยความดิบ ความเร่าร้อนรุ่มหลง ที่แทรกซึมออกมาจากหัวใจ



-----------------------------------

1) U2: 'Joshua Tree

คุณอยากฟังคาสเซ็ตอัลบั้มที่เพอร์เฟคหรือเปล่า ก็อัลบั้มนี้แหละ มันเป็นเรื่องยากมากถึงยากที่สุดที่จะหาอัลบั้มที่ฟังแล้วจับจิตอยู่ในความทรงจำ เป็นอัลบั้มที่ฟังแล้วไม่เคยเก่า มีแต่ U2 เท่านั้นที่ทำได้ อยากได้อะไรไปฟังแก้เบื่อจากเพลงสมัยนี้ซักหน่อยมั้ย หา Joshua Tree มาฟังสิ








ที่มาของข้อมูล
---------------
http://www.aolradioblog.com

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

หลังจากสอบเสร็จผมแวะเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งเพื่อจะหาหนังสือหรือนิตยสารอ่านคลายเครียดซะหน่อย แต่แล้วผมก็ไปพบเข้ากับปกหนังสือเล่มหนี่ง ที่มีคุณป้า(หรือยาย) ซูซาน บอยล์ ขึ้นหราอยู่เต็มปก ไม่รู้ผมโดนป้าแกสะกดจิตหรืออย่างไร? จนทำให้ผมอยากรู้ว่าหนังสือ "สู้ สู้ ซูซาน บอยล์" มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร? คนเขียนต้องการสื่อสารอะไร?? และทำไมถึงมีหนังสือเกี่ยวกับป้าแกวางขายในประเทศไทย???

จนทำให้ผมไปค้นหาข้อมูล และได้มาดังนี้


เนื้อหาโดยสังเขป
พบกับ เรื่องราวมหัศจรรย์ของผู้หญิงสุดเฉิ่มที่โด่งดังทั่วโลก ภายในเวลา 5 วัน หญิงโสดวัยกลางคนชาวสกอตต์ซึ่งกำลังตกงาน สู่การเป็นจุดสนใจจากทั่วโลก ด้วยเสียงร้อยสะกดตราตรึง และอำนาจของอินเตอร์เนต "ซูซาน บอยล์" หญิงอายุ 48 ปี ผู้ไม่เคยแต่งงานและไม่เคยจูบกับผู้ชายมาก่อน ปรากฏกายบนเวที Britain's Got Talent เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 ถ้าพิจารณาจากภาพลักษณ์เฉิ่มๆ เชยๆ ของเธอในวันนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อกล้องจับภาพกรรมการและผู้ชมแสดงท่าทางเย้นหยันออกนอก หน้า ก่อนที่ซูซานจะเริ่มร้องเพลง I Dreamed a Dream จากละครเวทีสุดคลาสสิค 'Les Mise'rables' เสียงร้องทรงพลังของเธอสะกดใจให้ผู้ชมนิ่งตะลึงอยู่ตรงนั้น และพลันเมื่อการแสดงดังกล่าวจบลง มีการปรบมือให้เกียรติเธอนานนับนาที

คลิปวีดีโอการแสดงในวันประกวดของเธอ ถูกโพสต์ลงเว็บไซต์ชื่อดัง "ยูทูบ" ทุบสถิติ อันตราฮิตเรต หรือจำนวนผู้เข้าชมทะลุ 100 ล้านครั้งในเวลาไม่กี่วัน "ซูซาน บอยล์" เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับทุกๆ คนที่มีความฝัน "อีแลง เพจ" ซูเปอร์สตาร์ นักแสดงละครเวที นักร้องอังกฤษรุ่นลายคราม กล่าวไว้เช่นนั้น

แม้ว่าท้ายที่สุดเธอจะไปไม่ถึงฝั่งฝันโดยทำได้แต่รองแชมป์ เพระพ่ายแพ้ให้นักเต้นต่างวัน "ไดเวอร์ซิตี้" แต่การชิงชัยในรายการ Britain's Got Talent เป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนเวทีชีวิตเท่านั้น เธอยังคงต้องต่อสู้บนเส้นทางนักร้องอาชีพ ล่าสุดประเมินกันว่า "ไซมอน คาวเวลล์" อาจจับเธอเซ็นสัญญา และจะทำให้เธอมีรายได้ถึง 8 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว

ผู้เขียน: ประกายกาญจน์ ปุษยวงศ์
ราคา 210.00 บาท

ผมไม่ได้อคติหรือไม่เห็นด้วยหรอกนะครับที่มีคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับ คุณซูซาน บอยล์ ออกมาขาย แต่ งง ที่ว่าคนไทยสนใจป้าแกถึงเพียงนี้เลยหรือ? ใครรู้ตอบผมทีนะ :)

?

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553


ขึ้นศักราชใหม่ บล็อกก็กำลังจะมาพร้อมกับอะไรใหม่ๆ ซึ่งเราค่อนข้างแน่ใจเลยล่ะว่า แฟนของบล็อกที่ติดตามกันมาตั้งแต่แรกเริ่มนั้น อาจจะไม่ชอบเอาอย่างมากๆ เนื่องจากตอนนี้บล็อคกำลังมีโครงการจะระดมทุน เพื่อปรับเปลี่ยนจากบล๊อกไปเป็น เว็บไซต์เพลงอย่างเต็มตัว จึงอยากเชิญชวนสมาชิกและผู้ที่ผ่านไปผ่านมา ร่วมบริจาคและสมทบทุนเพื่อความเจริญก้าวหน้าของบล็อกแห่งนี้

ซึ่งจะไม่มีขั้นต่ำในยอดการบริจาคแต่ละครั้ง และทางเราจะมีของตอบแทนเล็กๆน้อยๆให้ท่านด้วย เช่น dvd รวม mp3 และ mv ทั้งที่มีและในไม่มีในบล๊อกตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา เพียงคุณสามารถยืนยันการบริจาคและที่อยู่ของคุณมาที่ thrashandburns@hotmail.com

นอกจากนี้เราจะนำยอดบริจาคส่วนหนึ่งไปบริจาคหรือทำบุญตามมูลนิธิต่างๆอีกด้วย ซึ่งจะแจ้งลายละเอียดการทำบุญให้ทราบในแต่ละวาระ

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่า บล๊อกของเราจะยังคงรูปแบบเดิมต่อไป และนี่ไม่ใช่การแสวงหาผลกำไรอย่างแน่นอน แต่เป็นการหากำลังใจเพื่อพัฒนาบล๊อกให้อยู่ต่อไปได้อย่างแข็งแรง

ติดต่อบริจาคได้ที่ thrashandburns@hotmail.com

ขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง ssms

*ปล. สามารถโหลดดูรายละเอียดเพลงและวิดีโอเดือนธันวาคมทั้งหมดได้ ที่นี่ ครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552


^
^
^

คลิ๊กดู Most 25 Played
ที่รูปภาพได้เลย 25 เพลงที่ฟังบ่อยที่สุดของปี 2009 ของผม (ของสมาชิกบล็อคคนอื่นคงตามมาติดๆ)
ที่สุดของอัลบั้มปี 2009 ที่ผมเคยคิดว่าเลือกยาก แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ยากอยากที่คิด ถึงแม้จะมีอัลบั้มดีๆ ออกมาในปีนี้เพียบ แต่อย่างไรก็ตามต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ปีนี้เป็นปีที่ผมติดตามวงดนตรีจากฝั่งอังกฤษน้อยมากๆ น้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ขนาดงานชุดใหม่ของ Arctic Monkeys ที่คาดหวังไว้พอสมควรผมก็ยังแกล้งทำเป็นลืมๆ ไปซะได้ และนี่คือ 10 อัลบั้มที่ผม "ประทับใจ" ที่สุดในปีนี้ครับ

10. Canterbury - Thank You (Unsigned)

เซอร์ไพรซ์อัลบั้มแห่งปี





---------------------------------------------------

09. Dashboard Confessional - Alter The Ending (Vagrant)

เป็นอัลบั้มที่ฟังไปได้ซักพักแล้วจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นในทุกๆ บทเพลง เชื่อได้เลยว่า Alter The Ending คงจะทำให้คุณรู้สึกไม่ต่างไปจากผมแน่นอน




---------------------------------------------------

08. Paramore - Brand New Eyes (Fueled By Ramen)

ความจริงข้อหนึ่งในหลายๆ อัลบั้มที่เลือกมา คือแทบจะไม่มีอัลบั้มไหนที่ทำให้ผมประทับใจได้ในครั้งแรกที่ฟัง ซึ่ง Brand New Eyes ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะการไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อนว่าเวลาเพียงแค่ 2 ปี วง Paramore จะมีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมขนาดนี้ แต่แม้ว่าพัฒนาการอาจจะทำให้ความสนุกและสดใสแบบอัลบั้ม Riot! ลดลงไปเยอะ แต่ด้วยมุมมองที่โตขึ้น ภาคดนตรีที่มีผ่อนหนักผ่อนเบาอย่างมีชั้นเชิงและชวนให้ติดตามจนผมลืมทุกความมันส์ของอัลบั้ม Riot ไปซะสนิท

---------------------------------------------------

07. August Burns Red - Constellation (Solid State)

เลือกอัลบั้มนี้เอาในวินาทีสุดท้ายแทนที่จะเป็นอัลบั้ม Common Existence ของ Thursday และผมก็ตัดสินใจไม่ยากเพราะมันเป็นอัลบั้มเมทัลเพียงอัลบั้มเดียวในปีที่ผมประทับใจ ผมเฉยๆ มากกับอัลบั้มใหม่ของ Dez Fafara และผองเพื่อน ไหนจะ อัลบั้มใหม่ของ Killswitch Engage ที่ชอบอยู่ไม่กี่เพลง


---------------------------------------------------

06. Sherwood - QU (Myspace)

อัลบั้มที่ฟังสบายและเพลิดเพลินที่สุดประจำปีนี้ ทุกอย่างเรียบง่ายไหลลื่น ถึงแม้ความเป็นป็อปในอัลบั้มจะทำให้ Sherwood ดูไม่เป็น Sherwood ซักเท่าไหร่ แต่ทั้งภาคดนตรีและอารมณ์โดยรวมของทุกๆ เพลง ถูกเรียบเรียงมาเป็นอย่างดี ทำให้ผมสามารถฟังมันได้ตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้ายแบบรวดเดียวจบ แถมซำไปซำมาอีก 3-4 รอบ โดยที่ไม่มีเพลงไหนมาขัดจังหวะให้เสียอารมณ์

---------------------------------------------------

05. In Fear And Faith - Your World On Fire (Rise)

ยอมรับเลยว่าตอนที่ฟังอัลบั้มนี้ช่วงแรกๆ ไม่ได้รู้สึกประทับใจเอาซะเลย ด้วยความที่รู้สึกว่าพวกเขาก็แค่วงโพสต์ฮาร์ดคอร์ดาดๆ แถมสถานภาพของวงตอนนั้นก็ยังจะไปแหล่มิไปแหล่

น่าแปลกใจเหมือนกันที่ปากบอกไม่ชอบ กลับยิ่งอยากฟังมากขึ้นๆ ประหนึ่งว่าค้นพบกับสเน่ห์อันชวนหลงไหลของเหล่าโจรสลัดที่เป็นธีมของอัลบั้มนี้เล่นงาน ทั้งซาวน์ดและบรรยกาศแบบหลอนๆ เสมือนลอยคออยู่ทะเลมืดที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีดำๆ ผลของการฟังอัลบั้มนี่ทำให้นึกอยากเป็นโจรสลัดขึ้นมาซะงั้น


---------------------------------------------------

04. Alexisonfire - Old Crows/Young Cardinals (Vagrant)

งานชุด Old Crows/Young Cardinals ทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้กลับไปฟังอัลบั้ม Watch Out! (2004) อีกครั้ง แต่เจ๋งกว่า 10 เท่า หลังจากที่แอบผิดหวังนิดๆ กับงานชุด Crisis (2006) ที่ดูเนือยๆ ซะเหลือเกิน (ถึงแม้จะบ้าซิงเกิล Rough Hands อยู่พักใหญ่ๆ) แน่นอนว่าในอัลบั้ม Old Crows/Young Cardinals พวกเขาดูกลับมามีพลังอีกครั้ง พร้อมกับที่ George Pettit นักร้องนำค้นพบวิธีทำลายเส้นเสียงของตัวเองแบบใหม่ ที่โดนใจอย่างแรง

---------------------------------------------------


03. This Providence - Who Are You Now (Fueled By Ramen)

ความจริงคืออัลบั้ม Who Are You Now ไม่เป็นที่โปรดปรานของนักวิจารณ์ซักเท่าไหร่ ที่สำคัญพวกเขาก็แค่วงร็อคธรรมดาๆ วงหนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับผมงานชุดนี้มันให้อารมณ์และความรู้สึกที่สัมผัสได้ เหมือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว ซึ่งมันทำให้ผมลืมทุกแนวดนตรีที่เคยฟังมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดนตรีฮาร์ดคอร์ เมทัลหรือแม้กระทั่งอินดี้ก็ตาม

---------------------------------------------------

02 mewithoutYou - It's All Crazy! It's All False! It's All A Dream! It's Alright (Tooth & Nail)

It's All Crazy! It's All False! It's All A Dream! It's Alright คืออัลบั้มที่ผมใช้เวลาทำความเข้าใจกับทั้ง 11 เพลงอยู่นานพอสมควร เรียกว่าฟังๆ หยุดๆ... เอาหละ มันแน่นอนว่ามีอยู่เพลงสองเพลงที่เข้าหูไปตั้งแต่แรกฟัง แต่กับอัลบั้มที่คาดหวังขนาดนี้จะมีถูกใจเพียงเพลงสองเพลงอย่างนั้นหรือ ดังนั้นความรู้สึกเหมือนได้ฟังอัลบั้มเป็นครั้งจึงเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ว่ามันจะผ่านหูผมมากี่ครั้งแล้วก็ตาม เพราะทุกครั้งที่ฟังผมก็จะเจอเพลงดีๆ ที่เผลอมองข้ามไปในตอนแรกเสมอ ราวกับไม่แน่ใจว่ามันไม่เคยผ่านหูมาแล้วหรอกหรือ

นอกจากความพอใจในสิ่งที่คาดไม่ถึงดั่งที่ชื่ออัลบั้มว่าเอาไว้ งานชุดนี้ยังเปลี่ยนมุมมองของผมที่มีต่อ mewithoutyou อย่างสมบูรณ์แบบ ว่าพวกเขาคือวงอินดี้ร็อคไม่ใช่วงฮาร์ดคอร์อีกต่อไป


---------------------------------------------------

01. Thrice - Beggers (Vagrant)

การฟังอัลบั้ม Beggers สำหรับผมแล้วมันก็เหมือนกับการย้อนกลับไปอ่านไดอารี่ที่บัทึกเรื่องราวต่างๆ ของวงตั้งแต่อัลบั้มแรกที่บอกเล่าความเป็นฮาร์ดคอร์พังค์เรื่อยมาจนถึงงานยุคหลังที่หักมุมให้แฟนๆ อึ้งด้วยดนตรีเอ็กเพอร์ริเมนทั่ล และถึงแม้ว่าผมจะโปรดปรานความเกรี้ยวกราดในอัลบั้ม The Artist In The Ambulance ซักแค่ไหน แต่กับอัลบั้ม Beggers แล้วนี่คืองานที่ลงตัวและหนักแน่นที่สุดของ Thrice

--------------------------------------------------

อัลบั้มอื่นๆ

Thursday - Common Existence
"เป็นอีกวงที่มาตรฐานยังสูงเสมอและ Common Existence ก็คือหลักฐานชิ้นล่าสุด"

Taking Back Sunday - New Again "ชัดเจนเลยว่าไม่ต้องง้อ Fred Masherino"

Lily Allen - It's Not Me, It's You
"เพลงป็อปที่คนฟังเพลงร็อครับได้และชอบมาก"

Enter Shikari - Common Dreads
"...ผมชอบเมโลดี้ ผมชอบท่อนคอรัสเพราะๆ ผมชอบเสียงอิเล็คทรอนิค ถ้าให้เปรียบเทียบผมว่าอัลบั้มนี้ทำให้ช่องว่าง Enter Shikari กับวงแนวๆ เดียวกันห่างออกไปอีก"

Manchester Orchestra - Mean Everything To Nothing
"นานๆ ครั้ง ที่นิตยสาร AP จะให้อัลบั้มแบบเต็ม 5 ดาว ซึ่ง Mean Everything To Nothing ทำได้ และผมเห็นด้วอย่างยิ่ง"

30 Seconds To Mars - This Is War
"...."

The Dangerous Summer - Reach For The Sun
"อัลบั้มของวงร็อคจากแมรี่แลนด์กลุ่มนี้มาพร้อมดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อค ตรงๆ ง่ายๆ ที่พวกเขาได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินอย่าง Third Eye Blind, Bright Eyes, U2, Phil Collins, Explosions in the Sky, Jimmy Eat World อ่อรวม Andrew McMahon เข้าไปด้วยอีกคน"


วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552



สืบเนื่องมาจากเนื้อหาของเพลงในอัลบั้มใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Witness นั้นดูจะจริงจังกว่าผลงานที่ผ่านมาของวงอย่าง His Last Walk

ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัลบั้มใหม่ดูซีเรียสขึ้น น่าจะเป็นเพราะฟร้อนท์แมนผู้มาใหม่อย่าง Beau Bokan นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของเนื้อหาในอัลบั้มทั้งหมด

ดังนั้นคงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าเขาอีกแล้ว ที่จะมาอธิบายและพาเราไปทำความรู้จักกับเบื้องหลังเรื่องราวและที่มาของบทเพลงในอัลบั้ม Witness


01 2.0
Beau: มันเป็นอินโทรสั้นๆ ที่สื่อได้ชัดเจนและนำคุณเข้าสู่อัลบั้ม ในเนื้อเพลงเราพยายามจะบอกให้ทุกคนรู้ว่า blessthefall กลับมาแล้ว เรายังไม่ตาย เหมือนที่ทุกคนพูดกัน

02 What's Left Of Me
Beau: เป็นเพลงที่เกี่ยวกับการให้อภัยสำหรับความผิดพลาดหรืออะไรที่ผมได้ทำลงไปแล้วไม่ถูกต้องและก็หวังว่าผมจะทำสิ่งเหล่านั้นให้ดีขึ้น
03 To Hell And Back
Beau: เพลงนี้พูดถึงการไม่ยอมแพ้สิ่งต่างๆ แม้กระทั่งสิ่งที่คุณก็ไม่รู้ว่ากำลังเผชิญกับอะไร

04 God Wears Gucci
Beau: God Wears Gucci เป็นเพลงที่เกี่ยวกับศิลปินหรือวงดนตรีที่พยายามจะฉวยโอกาศหากินกับชื่อของพระเจ้า

05 Hey Baby, Here's That Song You Wanted
Beau: เพลงนี้เป็นเรื่องของผมที่ฝากบอกไปถึงแฟนเก่าว่าบางสิ่งบางอย่างมันไม่ถูกต้อง


06 Witness
Beau: หลายคนสบประมาทพวกเราหลังจากที่เสียนักร้องนำคนเก่าไป เพลงนี้สำหรับคนพวกนั้น

07 Last Ones Left
Beau: ตั้งแต่ผมเข้ามาอยู่ในวง พวกเราค่อยๆสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผมเชื่อว่ามันไม่มีวันที่จะพังทลายลงไป เพลงนี้พูดถึงความจริงที่ว่าเราอยู่ตรงนี้เพื่อมุ่งไปข้างหน้าด้วยกัน พวกเราเข้มแข็งกว่าแต่ก่อนมาก

08 Five Ninety
Beau: ผมตั้งใจเขียนเพลงนี้เป็นพิเศษเพื่อมอบให้น้องสาวของผม ที่ผ่านมาเธอต้องต่อสู้กับปัญหาพิษสุราเรื้อรัง เธอต้องการกำลังใจจากผมและครอบครัว ซึ่งการที่ผมออกทัวร์กับวง มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมทอดทิ้งเธอ

09 We'll Sleep When We're Dead
Beau: เพลงนี้เป็นเพลงแรกๆ ที่ผมเขียนตอนเข้ามาอยู่กับวงใหม่ๆ หลังจากพวกเขาต้องใช้เวลานานถึง 9 เดือนในการตามหาคนที่ใช่ จนมาเจอผม ผมเลยอยากจะบอกว่าไม่มีวันที่ผมจะทิ้งพวกเขาไปแน่นอน จะไม่มีใครต้องโดดเดี่ยวเดียวดายอีกต่อไป

10 Skinwalkers
Beau: ผมเชื่อว่าทุกคนล้วนมีบาปติดตัว ยิ่งเราพยายามสะลัดมันออกไป แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะยิ่งตามเราไปเรื่อยๆ ซึ่งเพลงนี้มันพยายามจะบอกว่าคุณไม่ต้องวิ่งหนีอีกต่อไปแล้ว แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

11 You Deserve Nothing And I Hope You Get Less
Beau: ผมเขียนเพลงนี้ขึ้นมาสำหรับพวกที่อยู่ในวงดนตรี ที่มีทัศนคติและเหตุผลที่บูดๆ เบี้ยวๆ ใครซักคนที่พยายามสร้างภาพว่าตัวเองเป็นร็อคสตาร์

12 Stay Still
Beau: เพื่อนสนิทของผมที่ชื่อ Charles "Che" Still เสียชีวิตอย่างน่าอนาถในอุบัติเหตุเครื่องบินตกเมื่อปีที่แล้ว เพลงนี้สำหรับหมอนั่น

-------------------

ที่มา:
-----
http://altpress.com

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
-----
http://www.myspace.com/blessthefall
http://twitter.com/beauknows

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ตอนนั้นฉันอายุ 14 ปีเองค่ะ ตอนที่เพลงของวง mewithoutyou เข้ามาเปลี่ยนชีวิตฉัน ตอนนั้นฉันเห็นใบติดประกาศงานคอนเสิร์ตอยู่ระแวกที่ฉันเที่ยวบ่อยๆ ส่วนมากจะเป็นวงท้องถิ่นที่ไม่ค่อยดังมากนักน่ะคะ แต่ฉันกลับติดใจกับวงๆ หนึ่ง ที่ชื่อว่า mewithoutyou เป็นวงทีฉันไม่เคยได้ยินชื่อหรือรู้จักมาก่อน แต่รู้แค่ว่าชอบชื่อวงนี้มากๆ โชว์วันนั้นจัดขึ้นที่ Rocketown มันเพิ่งเปิดใหม่ด้วย ฉันต้องไปดูโชว์วงนี้ให้ได้แต่ก็ต้องขอแม่ก่อน แล้วแม่ก็ปล่อยให้ฉันไปตัวคนเดียวซะด้วย ฉันได้ที่ยืนอยู่ห่างจากเวทีไม่มากนัก และเวลาของวง mewithoutyou ก็มาถึง ฉันจำได้เลยว่าพวกเขาคงจะเป็นวงดนตรีวงเดียวในโลกนี้ที่ซกมกที่สุด สภาพเหมือนคนไม่ได้อาบนำมาเป็นอาทิตย์ ดูเงอะงะๆ เต็มไปด้วยเสียงฟีดแบ็คของกีตาร์ แถมท่าทางของนักร้องนำที่ชื่อ Aaron Weiss ยังกับคนโดนนำร้อนลวก ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูคนดู ทุกเรื่องที่เขาพูดระหว่างเพลงมันเมคเซ้นส์มาก เขาไม่เคยกลัวที่จะตั้งคำถามในความศรัทธา ซึ่งการคิดแบบนั้นมันไม่ดีแน่ถ้าคุณเติบโตในเมืองทางตอนใต้ที่เคร่งในศาสนา

ฉันให้เครดิตแก่พวกเขาแบบเต็มๆ ในอัลบั้ม [A-->B] Life มันคืออัลบั้มที่ทำให้ฉันคิดอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเกี่ยวกับความศรัทธาที่ฉันเลือก โชว์ของพวกเขาที่แนชวิลล์ เทนเนสซี่ คือช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบในชีวิตฉันเลยค่ะ ฉันได้เห็นคนที่ทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างอิสระเสรีเพื่อจุดหมายบางอย่างที่พวกเขาตั้งเอาไว้ และมันก็คือแรงบันดาลใจที่ mewithoutyou ให้กับฉันจนได้มายืนอยู่ตรงจุดนี้

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
-----------
http://www.myspace.com/paramore
http://www.myspace.com/mewithoutyou

ที่มา:
-----------
นิตยาสาร Alternative Press Magazine ฉบับเดือนกรกฎาคม #252

ลิงค์ อัลบั้มล่าสุด It's All Crazy! It's All False! It's All A Dream! It's Alright ของ mewithouyou โดยในอัลบั้มนี้ก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้แล้วว่าเพลงชุดใหม่ของพวกเขาจะยังคงเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงอีกเหมือนเดิมหลังจากติดตามงานของวงร็อคจากเพนซิลเวเนียกลุ่มนี้มาได้ 3 อัลบั้ม (ไว้ถ้ามีเวลาจะเอางานชุดอื่นๆ มาให้ลองนะครับ)

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผมไม่ได้จะมาบอกพวกคุณทั้งหลายว่าวง The Replacements เป็นวงที่ให้แรงบันดาลใจกับผมแบบสุดพรรณนา มันก็จริงที่วงนี้เปลี่ยนมุมมองทางดนตรีของผม แต่ไม่มีอัลบั้มไหนของพวกเขาที่ทำแบบนั้นกับผมได้ เอาหละ อย่างน้อยอีพีชุดแรกที่ชื่อ Stink มันก็เจ๋งใช้ได้ ส่วน Sorry Ma, I Forget to Take Out The trash ที่ออกมาในปี 1981 ก็เป็นอัลบั้มที่ผมฟังบ่อยๆ เวลาอยู่กับบ้าน แต่หลังจากนั้นพวกแม่งก็ทยอยเข็นอัลบั้มบ้านๆ เข้าขั้นห่วยออกมาเป็นชุดๆ พูดถึงความตกตำผมก็ไม่รู้ว่าทำไมหลังๆ มนตร์วิเศษที่พวกเขามีในงานสตูดิโอมันถึงหายไปไหนหมด ถ้างั้นอะไรของวง The Replacements ที่ทำให้ผมประทับใจ ถ้าไม่ใช่โชว์ของพวกเขา

ที่จริงมันก็ไม่มีเคยมีใครบอกหรอกว่าโชว์ของ The Replacements เนี่ยเจ๋ง ใช่แล้วความจริงโชว์ของพวกเขาแม่งก็โคตรจะห่วย ห่วยเหมือนอัลบั้มนั่นแหละ บ่อยครั้งที่พวกเขาเล่นไม่จบเพลง ทำสายกีตาร์ขาด แถมแม่งยังเล่นผิดๆ เพี้ยนๆ ไม่ต้องบอกคงพอจะรู้ว่าไอ้วงนี้มันก็พวกขี้เมา เมาแอ๋ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที แต่ความมั่วนั่นแหละที่ครั้งหนึ่งมันทำให้ผมหวั่นไหวและชีวิตผมก็เปลี่ยนไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ตอนยังเป็นวัยรุ่นผมดูโชว์ของวงพังค์มาเยอะ แต่คุณจะชินตากับวงพวกนี้อยู่สองสิ่งนั่นคือ เมากับมึน ใช่แล้วพวกวงพังค์ยุค 80 แม่งพี้แล้วก็ดื่มอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเห็นวงไหนที่เล่นได้ห่วยแบบไม่แคร์แฟนเพลงได้ขนาดนี้ ตอนนั้นแหละที่ผมอุทานกับตัวเองว่า "กูอยากอยู่กับวงแบบนี้หวะ"

มันทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่ามันไม่สำคัญเลยว่าคนดูจะสนุกแค่ไหน มันสำคัญที่วงของกูเนี่ยสนุกแค่ไหนต่างหากหละ นั่นแหละวงพังค์ในแบบของผม

จากเรื่องที่คุณได้อ่าน ทำให้ผมต้องกลับไปฟังงานเก่าๆ ของ The Replacements อีกครั้ง แบบว่าเข้าถึงอ่ะนะ ผมเลยเข้าเว็บอเมซอน.คอมแล้วก็สั่งดีวีดีสุดท้ายของวงมาดูให้ตาแฉะ แต่พวกคุณไม่ต้องหรอกนะ เก็บตังค์ไว้ดีกว่า เพราะแม่งโคตรห่วยเลยยยโว้ยยย....


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
--------------
http://en.wikipedia.org/wiki/Mike_Burkett
http://en.wikipedia.org/wiki/The_Replacements
http://www.altpress.com

* ที่มาบทความและรูปทั้งหมดจากนิตยสาร Alternative Press # 252

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ใครที่ตามบล็อคนี้มาตลอดแต่แรกคงจะเคยผ่านตาและสงสัยกันอยู่บ้างว่า่ทำไม บล็อคนี้บางอัลบั้มทำไมถึงต้องโพสต์ซำ้กัน 2 ครั้ง (หรือ 3 ครั้ง) ซึ่งบทความนีจะอธิบายให้ทราบกันนะครับว่าเพื่ออะไรและทำไม

เคยได้ยินคำว่า Scene Releases หรือ Warez Scenes กันมาบ้างรึป่าว (ก็ไม่รู้จะบัญญัติเป็นภาษาไทยว่าอะไรดี) แต่สรุปคร่าวๆ มันก็คือเน็ตเวิร์คขนาดใหญ่ที่ซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่ง(ซึ่งมีสมาชิกอยู่ทั่วโลก) เอาไฟล์มาแรกเปลี่ยนกัน ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ (ตัวแคร็คเกมส์หรือโปรแกรมทั้งหลายก็มาจากพวกนี้ทั้งนั้น) ดีวีดีหนัง เอ็มพี3 รวมทั้งหนังโป๊ ที่สำคัญคนกลุ่มนี้เค้าไม่ได้ทำเพื่อกำไร แต่ทำเพื่อความสนุกเท่านั้น ซึ่งหลังจากปล่อยไฟล์ลงเว็บไซต์ในกลุ่มตัวเองแล้ว ไฟล์ก็จะกระจายไปสู่ P2P อีกทอดหนึ่ง ซึ่งก็รวมไปถึงบล็อคทั้งหลายแหล่นี้ด้วย ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่นาทีไฟล์นั้นอาจจะถูกส่งต่อไปสู่อีกหลายร้อยเว็บไซต์ได้เลยทีเดียว

ความปลอดภัยของกลุ่ม The Scene ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะตั้งแต่เริ่มกิจกรรมกันมามีหลายครั้งแล้วที่เว็บของกลุ่มนั้นโดนปิดไป โดยองค์กรที่ต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเช่น The feds, National Anti-Piracy Organisations) ผลคือต้องอยู่กันอย่างลับๆ ให้คนรู้น้อยที่สุด ซึ่งมันก็กลายเป็นสเน่ห์ไป เพราะไม่ใช่ว่าใครจะเข้ากันได้ทุกคน



ด้วยมาตฐานที่นักดาวน์โหลดระดับฮาร์ดคอร์มั่นใจว่าไฟล์จากกลุ่ม Scene มีคุณภาพ จึงทำให้เกิดกลุ่ม Scene เทียมขึ้นมา ซึ่งกลุ่มประเภทนี้จะอยู่ได้ไม่นาน แหกตาชาวบ้าน ใครที่โหลดเพลงบ่อยๆ น่าจะทราบดีว่ากลุ่มไหน Scene แท้ กลุ่มไหน Scene เทียม โดยสามรถสังเกตชื่อกลุ่มได้ที่หลังไฟล์ เช่น FNT, APOLLO, pLAN9 และอื่นๆ อีกมากมายหลายกลุ่มที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ซึ่งกลุ่มเหล่าีนี้การันตีคุณภาพได้ เพราะส่วนใหญ่จะแปลงไฟล์จากต้นฉบับที่เป็นซีดีจริงๆ ถ้ามีกลุ่มไหนมั่วนิ่มกลุ่มนั้นๆก็จะหมดความน่าเชื่อถือจากนักโหลดผู้ติดตามผลงานไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่คุณจะได้เป็นหนึ่งในกลุ่ม The Scene คุณสมบัติสำคัญเลยคือต้องมีความสามารถในการหาแผ่นต้นฉบับไม่ว่าจะเป็นแผ่น Advance, Retail, Promo หรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่ไฟล์ที่มาจากอินเตอร์เน็ตแบบไม่มีที่มาที่ไป (ไม่รวมไฟล์เพลงที่ดาวน์โหลดอย่างถูกกฎหมายอย่าง iTunes หรือ Amazon พวกนี้นะ)

จากนี้ไปก็อยู่ที่คุณแล้วหละว่าจะใส่ใจกับคุณภาพเสียงและมาตรฐานของไฟล์ที่คุณโหลดมากแค่ไหน ถ้าใครต้องการลองฟังแค่ผ่านๆ แล้วเพื่อซื้อซีดีทีหลัง Scene Release คงไม่สำคัญแต่อย่างใด แต่ถ้าใครที่ชอบสะสมไฟล์เอ็มพี 3 ที่มีมาตรฐานและคุณภาพแล้วหละก็เชื่อคนเขียนได้เลย เพราะถึงคุณไปโหลดไฟล์ขนาด 320 kpbs ก็ไม่แน่เหมือนกันนะว่าคุณจะได้ไฟล์ขนาด 320 kpbs จริงรึป่าว (ขอยำ้ว่าบางทีแต่ไม่ทั้งหมด) เพราะส่วนมากก็เอาไฟล์ที่กลุ่ม The Scene ปล่อยออกมาเป็น VBR เนี่ยแหละมาแปลงใหม่เป็น 320kpbs

สิ่งสำคัญที่ต้องยกให้เป้นสเน่ห์ของ Scene Release นอกจากคุณภาพเสียงแล้ว คำว่า "หายาก" ยังถือเป็นจุดเด่นอีกข้อ เพราะไฟล์จะหาง่ายในช่วงแรกที่ไฟล์ถูกปล่อยออกมา ซึ่งหลังจากนั้นไม่ถึงปีมันก็จะเหมือนกับแผ่นซีดีหายาก แต่เปลี่ยนจากตามล่าหาแผ่นในร้านขายซีดีมาเป็นไฟล์ที่ต้องค้นหาใน Google ที่ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ

สุดท้ายแล้วจริงๆ ก็หวังว่าทุกคนคงจะอ่านบทความนี้แล้วพอจะเข้าใจกับไฟล์ที่เป็น Scene Releases กันบ้างนะครับ (ถ้าไม่เข้าใจก็ช่วยกลับไปอ่านอีกรอบให้เข้าใจ 555) ที่เอามาเขียนให้อ่านก็เพื่อจะได้เป็นทางเลือกสำหรับใครคนโน้นที่เบื่อหน่ายและเจอแต่ MP3 เสียงห่วยๆ รวมทั้งใครคนนั้นที่อาจจะไม่ได้สังเกตถึงสิ่งที่บล็อคของคนนี้ที่เน้นมาตลอด


ลิงค์เพิ่มเติม:
http://en.wikipedia.org/wiki/Warez_scene
 

Copyright 2010 songs-sound-much-sadder.

Theme by WordpressCenter.com.
Blogger Template by Beta Templates.